วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2569
แพ้เสียงแตร
ไท นี้รักซาหงบ แต่ถึงรบไม่ขาด
วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นั่งร้านถล่ม
เมืองไทยเนี่ยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่หนักไปทางฝึกอบรม สัมนา นิทรรศการ อีเว้นท์ เพื่อมุ่งหวังสร้างอะไรซักอย่าง สำเร็จ ไม่สำเร็จ กูไม่รู้แต่จัดให้มันใหญ่ๆ หรูหราหมาเห่าเอาไว้ก่อน แต่ครั้นจะไปหาดูว่า แทนที่จะออกแนวนั้น ทำให้มันได้มาตรฐานโลก เอาแบบที่เขาใช้กันด้วยมาตรฐานทางวิศวกรรมสากล จะได้ไม่ต้องมาสะกดจิตกันด้วยการฝึกอบรม อย่างมาตรฐานนั่งร้าน เอาแบบที่ไม่ถล่มลงมา คนงานเจ็บคนงานตายนะมีไหม
กูเกิ้ล ก็หันไปถามเอไอ แล้วมันก็ตอบกลับมาว่า มีน่ะ เมืองไทยมีมาตรฐานนั่งร้านด้วย
- มอก. 801-2562: มาตรฐานนั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครง (Frame Type) ที่ใช้กันทั่วไปในงานก่อสร้าง
- มอก. 2972-2562: มาตรฐานนั่งร้านท่อเหล็กแบบท่อล็อคข้อต่อ (Module System) เพื่อความแข็งแรงและการติดตั้งที่รวดเร็ว
- มอก. 107-2566: มาตรฐานท่อเหล็กที่ใช้ผลิตนั่งร้าน (ท่อเหล็กกล้าดำ/GI) เพื่อการันตีความแข็งแรงของวัสดุ [1, 2, 3]
- พื้นที่ทำงาน: กว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. และต้องปูพื้นให้เต็ม
- ราวกันตก (Guardrail): ต้องติดตั้งราวกันตกสูงจากพื้นนั่งร้านประมาณ 0.90 - 1.10 เมตร
- การป้องกัน: ต้องมีผ้าใบหรือตาข่ายนิรภัยปิดคลุมเมื่อทำงานในที่สูง
- การใช้งาน: ห้ามใช้วัสดุต่างชนิดกันผสมกัน และต้องรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของน้ำหนักบรรทุกจริง [1, 2, 3]
- โรงพยาบาลใน จ.ชัยภูมิ (8 พฤษภาคม 2569): เกิดเหตุพายุฝนรุนแรงพัดนั่งร้านก่อสร้างพังถล่มลงมาภายในบริเวณโรงพยาบาล [1]
- ถนนพระราม 2 (14 มีนาคม 2568): นั่งร้านเหล็กในไซต์งานก่อสร้างทางยกระดับช่วงจอมทองพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย [1]
- ซอยสามเสน 24 เขตดุสิต (6 พฤศจิกายน 2567): นั่งร้านในโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมพังถล่มเนื่องจากรถเครนล้ม ทำให้คนงานได้รับบาดเจ็บ 6 ราย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นส่วนของโครงเหล็กที่รองรับตาข่ายป้องกันเศษวัสดุ (Protection) [1, 2, 3]
- อาคาร สตง. แห่งใหม่ (28 มีนาคม 2568): อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา ซึ่งเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมใหญ่ในช่วงเวลานั้น [1]
- ความบกพร่องของอุปกรณ์: อุปกรณ์ชำรุด หรือการประกอบที่ไม่เหมาะสมไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรม
- ปัจจัยภายนอก: สภาพอากาศที่รุนแรง เช่น พายุฝน หรือลมกระโชกแรงที่พัดโครงสร้างชั่วคราวที่ไม่แข็งแรงพอ
- ความประมาท: ความผิดพลาดในการควบคุมงาน หรืออุบัติเหตุจากเครื่องจักรอื่นๆ ในไซต์งาน เช่น รถเครนกระแทก [1, 2, 3, 4, 5]
วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ใช่มั้ยเดือน
กฏกระทรวง การอนุญาต เป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กลไกใหม่ที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 นายจ้างจะเฉยไม่ได้แล้ว
หากจะทำความเข้าใจ พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างทะลุปรุโปร่ง คุณกับผมก็จะเห็นตรงกันว่า ถ้าเอาจริง นายจ้างติดคุกง่ายมาก
กฏหมายฉบับนี้ มีลักษณะการลงโทษทั้ง จำ ทั้ง ปรับ หมายความว่า มีโทษจำคุกอยู่ในเกือบทุกๆมาตรา มากบ้าง น้อยบ้าง ส่วนมาตราไหนที่ไม่มีบทลงโทษ เช่น มาตรา 4 ที่ออกแนวให้คำนิยามกว้างๆแบบตีขลุม เช่น นิยามของคำว่า นายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งอ่านไปอ่านมา ก็จะได้ความว่า แม้แต่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในแคนทีน ก็เป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการแห่งนั้น ดังนั้นบรรดาลูกจ้างเหมาค่าแรง ที่นายจ้างอ้างว่าไม่ใช่ลูกจ้างของตน ที่ทำงานแพ็คของในไลน์ ก็ไม่พ้นที่จะถูกนิยามว่าเป็นลูกจ้าง จะทำเป็นขี้เหนียว ไม่จัด PPE ให้ ไม่เอามาเข้าอบรม ซ้อมแผนฉุกเฉิน ซ้อมดับเพลิง ซ้อมปฐมพยาบาล ไม่นับรวม จัดคณะกรรมการความปลอดภัย นับเอาแต่พนักงานประจำ ตรวจร่างกายประจำปีเกี่ยงให้เฮียแหวงเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แบบนี้มีให้เห็นกันถ้วนทั่ว ตั้งแต่โรงงานผลิตของกระจุกกระจิก ไปจนแบรนด์ดังระดับโลก ทำเหมือนๆกันหมด เพราะมันอยู่ที่การตรวจสอบบังคับใช้กฏหมาย
มาตรา ๖ ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทํางานและสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย ต้องปูพรมแดงเลยไหม ก็ไปตีความเอา คำว่า ปลอดภัย เขียนไว้ในมาตรา 4 “ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน” หมายความว่า การกระทําหรือสภาพการทํางานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทําให้เกิดการประสบอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือสุขภาพอนามัยอันเนื่องจากการทํางานหรือเกี่ยวกับการทํางาน
ซึ่งก็หลบยากเชียว นอกจากจะตีความว่า การประสบอันตรายนั้นไม่ได้เกิดจากการทำงาน ถ้าเกิดในโรงงานก็เขี่ยๆออกไปให้พ้นรั้ว แบบนี้ พอจะหลุดได้ทั้งมาตรา 4 และ มาตรา 6
สองมาตรานี้ดิ้นหลุดไปได้ ที่เหลือก็ฉลุย
วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
เสียงฮาจากวงเหล้า
เวลานั่งฟังคนเถียงกันในวงเหล้านี่มันก็ครึกครื้นไปอีกแบบ และจะยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นไปอีกถ้าเขาเป็นคอเหล้าที่เมาด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการใช้กำลี้กำลัง อย่างมากก็แค่เสียงดังเวลาอีกฝ่ายขัดคอ เถียงกันเสียงอ้อแอ้ อ้อแอ้ น่าสมเพชดี สักพัก คนที่ไม่ไหวก็ผลอยลงไปกลิ้งข้างๆวง รึไม่ก็ถูกเมียมาดึงหูลากกลับบ้านไปทีละคนสองคน
แถวบ้านผม สมัยเด็กๆ ก็เห็นเขาเมากันแบบนี้แหละ ลุงบัว พี่ใหญ่ เวลาแกไปได้ตะกวด รึตัวอะไรมาจากทุ่งนา หรือเวลาล้มหมู ที่บ้านไหน แกก็จะเมาเยอะหน่อย เมาแค่ไหน ก็ยังเรียกผมว่าไอ้หนูอยู่ดี
ย่านนั้นก็มีอีกหลายคน อย่างลุงรอง หรือแกจะชื่อ ลอง ผมก็ไม่รู้ แกก็เมาเป็นอาชีพ เมาตั้งแต่ไก่ขันยันไก่หลับ
นี่ถ้าพวกแกยังอยู่ ผมว่าเรื่องในวงเหล้า คงไม่พ้น เรื่องไล่หนู ไล่แลนตะกวด พูดเรื่องหนูก็คงไม่วายวกกลับมาด่า ไอ้ฟายหนู รึใครต่อใครที่หนนี้ชนะเลือกตั้งมาได้อย่างถล่มทลาย มันเจ็บจี๊ดก็ไอ้ลูกชายบันหาน มันยืนหัวเราะเวลาไอ้หนูพูดถึงพ่อมันว่าต้องเรียกมาเข้าถ้วย ผีถ้วยแก้ว
อีกเรื่องที่ไม่พ้นเอามาเถึยงกัน ก็คงสงครามที่อิหร่าน คนนึงก็ว่า อีหร่าน อึกคนก็ว่าม่ายช่าย มันต้องเรียก อิหร่าน
เถียงกันจนคอแตก เหล้าหมดไปหลายกอง ไม่ใช่หลายกลม มันต้องหลายกอง
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
ตอนหักไม่มีช้าตอนมาขอเงินตกงานท่ามากเกิ้น
ทั้งชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างมาตลอด ตกงานครั้งแรกประมาณปี 2002 นึกขึ้นมาได้ก็ขับรถมุ่งหน้าไประยอง ตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่อยู่รวมๆกันกับศูนย์ราชการ คนเพียบเลยตอนนั้น ยืนเงอะงะอยู่หน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่ที่นั่งเรียงรายกัน มีสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่ก็เยอะ คนตกงานก็แน่นไปหมด
"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักมาจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง
"มารายงานตัวกรณีว่างานครับ" ตอบไปตามที่เข้าใจ เพราะเป็นคนที่จ่ายเงิน อ้อไม่ใช่สิ ถูกหักเงินประกันสังคมเดือนละ 750 ทุกเดือน ปีหนึ่งก็ 9000 ถ้าเอาไปซื้อประกันก็จะได้แบบดีๆเลยเชียว
"กรอกแบบฟอร์มก่อนนะค๊า" เขายื่นฟอร์มให้กรอก ผมหยิบมาดู ว่าฟอร์มอะไร มันคือแบบฟอร์มแสดงความจำนงค์เข้ารับการฝึกอาชีพระหว่างตกงาน ไล่ดูไป ไม่มีอาชีพในฝันที่เราถนัดเลย
ช่างเสริมสวย ช่างตัดผม เพาะเห็ด ทำขนม ไม่ถนัดเลย ไล่ไปเรื่อยจนจบ เอาวะ อันนี้แหละ ขืนไม่ติ๊ก ไปโต๊ะถัดไปไม่ได้ อ่ะ นวดแผนโบราญ เผื่อเมื่อยๆขึ้นมาจะได้ช่วยตัวเองได้ ส่งฟอร์มให้
"มาทำอะไรครับ" เจ้าหน้าที่โต๊ะถัดไปเรียก
"มายื่นเรื่องกรณีว่างานครับ" ส่งเอกสาร หนังสือเลิกจ้าง ต่างๆให้ เขารับไปอ่าน
"เอ่อ คุณสุมนต์ครับ คุณมาช้ากว่ากำหนด คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้วครับ"
ผมเหวอไป ตอนนั้นเริ่มโกรธ
"ตอนพวกคุณหักเงินผม ตรงเวลา ไม่เคยช้าสักเดือน ผมจะมาใช้สิทธิ์มั่ง มีงี้ด้วยเหรอ" ผมเริ่มเสียงดัง คนหันมามองกัน
"ขอโทษจริงๆครับ มันเป็นระเบียบ"
ผมนึกในใจ แม่งเอ้ย กูผิดเองที่ไม่รู้ระเบียบของพวกมึง
ปี 2019 ตกงานอีกรอบ หลังจากเก็บข้าวเก็บของ ก็ขับรถตรงไปสำนักงานประกันสังคมที่อยู่กระทรวงแรงงานตรงดินแดง ห่างออฟฟิศไปแค่สิบนาที
"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักคุ้นๆ
"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ
"กดบัตรคิวก่อนนะค๊า" หันไปรอบๆ มีกูคนเดียวต้องกดด้วยเรอะ เอากดก็กด บัตรคิวออกมาพร้อมกับเสียงคอมพ์อ่าน หมายเลข
"มาทำอะไรค๊า" ถามอีกแล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปแล้ว อ่ะสงสัยว่าจะเป็นขั้นตอนการบริการของเขา
"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ
"คุณน้องตกงานเมื่อไหร่ค๊า" เจ๊ถามอย่างใจดี
"เมื่อกี๊" ผมตอบ
เจ๊หน้าตาตื่น เลิกคิ้วปลอมที่ดูเหมือนเขียนด้วยปากกาเมจิกขึ้น "ไหนพี่ขอดูเอกสาร" ผมหยิบเอกสารออกจากซอง ตอนเซ็นที่โต๊ะฝ่ายบุคคลไม่ได้อ่าน เซ็นอย่างเดียว
เจ๊หยิบไปอ่าน
"คุณน้อง ลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง"
"ถูกเลิกจ้างครับ"
"แต่หัวจดหมายนี่มันเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างยุติการจ้างงานนี่คะ"
ผมหยิบมาอ่าน จริงๆด้วย ในเอกสารระบุว่าลูกจ้างจะไม่ใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมายสาระพัด กฏหมายแรงงาน ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการนู่น ลายเซ็นเราหราเลย ตอนเซ็นกูไม่อ่านเพราะถือว่าเป็นลูกจ้างมืออาชีพ
"ผมถูกเลิกจ้าง ไม่ได้ลาออกเอง" ผมเริ่มเสียงดัง
"ลาออกเองกับถูกเลิกจ้างต่างกันยังไงกับเงินชดเชยกรณีว่างงาน" ถามแบบลูกจ้างโง่ๆเลย โง่ที่เซ็นโดยไม่อ่าน โง่ที่ไม่เคยอ่านกฏระเบียบพวกนั้น
"ลาออกเองก็ได้ค่าชดเชยสามครั้ง เลิกจ้างได้หกครั้ง" เจ๊อธิบายง่ายๆ ผมเถียงหัวชนฝาว่าไม่ได้ลาออกเอง จนแกระอา
"อ่ะ ทำใบนัดรายงานตัวให้ หกครั้ง บ้านคุณอยู่แถวไหน ไม่ต้องมานี่ก็ได้ " ผมบอกแกไปว่าอยู่แถวรามอินทรา แกแนะนำให้ไปที่ตึกไอทีแสควร์ แถวๆหลักสี่
วันนัดแรกวันที่ 10 เมษายน อีกไม่กี่วันหยุดยาวสงกรานต์ พลาดนัด กูอดอีก วันที่ 9 เมษายน ผมขับรถไปที่ตึกนั่น มันเป็นสำนักงานปนๆกันคล้ายที่ระยอง คนเพียบล้นออกมาหน้าห้อง
คิวก่อนหน้าเป็นป้าอายุมากกว่าผม กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรงจุดรับบัตรคิวตะคอกจนแกหงอไปหมด
ถึงคิวผม ก็ยื่นบัตรนัด ส่งไปให้ เขาหยิบไปดู เงยหน้าขึ้นถามผมอย่างเย็นชา
"เขานัดวันที่เท่าไหร่"
"วันที่ 10"
"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก
"วันที่ 9" ผมตอบ
"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก
"วันที่ 10" ผมตอบ ตอนนั้นองค์เริ่มจะประทับแล้ว
"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" มันตะคอก
"วันที่ 9" ผมตอบ
"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่"
ผมจ้องหน้ามัน "มีอะไรรึ" ผมถามอย่างข้องใจ
มันหยิบใบนัด พร้อมด้วยปากกาไฮไลท์สีชมพูขีดไปบนวันที่นัด วันที่ 10เมษายน ขีดซ้ำๆ แล้วถามว่า เขานัดวันไหนก็ต้องมาตรงวันนัด
ผมชี้ให้ดูหมายเหตุ การมารายงานตัวก่อนนัด 7 วัน หลังนัด 7 วันให้ถือว่ามาตามนัด
มันเถียง ตอนนี้เขาเปลี่ยนระเบียบแล้ว
องค์ประทับ ผมมองหน้า ตะคอกถาม
"ไหน เอาระบียบที่มึงว่านั่นมาดู เอามา" ผมตะคอกเสียงดัง .ไอ้ เ ี้ย เวลาเก็บเงินกูเร็วนักนะมึง เวลากูจะมาใช้สิทธิ์แ ่งเรื่องมาก ไอ้พวกข้าราชการขี้ครอก" ผมด่าแล้วหันปากลำโพงไปรอบห้อง ไอ้ควายนั่นมือสั่น มันกดบัตรคิวให้ ผมหยุดด่า
เดินไปนั่งรอหน้าโต๊ะ คอมพ์ว่าง ไม่มีคน สักพักใหญ่ อีดอกคนนึงเดินกลับมา ดูดชาไข่มุกอย่างเมามัน หันไปคุยกับคนอื่นข้างหลังเรื่องละคร แล้วหันมาประจันหน้ากับผม
ผมส่งบัตรคิว พร้อมใบนัดให้
"เขานัดวันที่เท่าไหร่'
"วันที่ 10"
"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่"
"วันที่ 9"
"เขานัดวันที่เท่าไหร่"
อีดอกเมื่อกี๊กูจัดไปอัลบั้มหนึ่งแล้ว
องค์ลงอีกรอบ ผมเริ่มด่า เหมือนที่ด่าไอ้ควายคนแรก หันปากลำโพงไปรอบๆ เสียงดังกว่าเดิม ทั้งสำนักงานเงียบ มีแต่เสียงผมด่า
อีดอกนั่นมือสั่น ระล่ำระลัก "ระบบมันเสีย ถ้าไม่มาตรงวันนัด ไม่ได้เงินก็อย่ามาว่ากัน"
ไม่เคยได้เงินสักสลึงจนถึงปัจจุบัน
ประกันสังคังเอ้ย เฮงซวยนักนะพวกนึง คนที่เขามาใช้บริการ เขามาเอาเงินเขาคืน จำใส่กะโหลกไว้นะพวกมึง
วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
เรื่องปากท้อง
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568
น้ำท่วมปาก
น้ำท่วมปากของจริง
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568
ฮูเร่ วังกา ขอเชิญท่านมานั่งชมลิเก
เห่ สะลัม มานา ละลาล่ะหล่า ลาล้า หล่าลา ละลาละหล่า
ตุ้มปะ ต่มป๊ะ ตุ่มเปง
เมืองไทยวันนี้เละเป็นขี้แช่น้ำ การเมืองก็เน่าสนิทชนิดที่ว่าจะหาทางออกแทบไม่เจอ ต้นปีแผ่นดินไหว ตึกเป็นพันๆไม่ถล่ม ยกเว้นตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คลอๆไปกับข่าวฮั๊วสอวอ
พอกลางๆปี ไม่มีข่าวอื่นปนเลย มีแต่เรื่องทิดแย้มกับน้องเก็น ตามมาติดๆด้วยข่าวสยิวกิ้วของบรรดาพระที่มีบรรดาศักดิ์สูงๆชั้นเทพชั้นพรหมณ์ที่จูงมือกันขึ้นสวรรค์ไปกับสีกากอล์ฟ งานนี้ขึ้นดาวดึงส์กันไปหลายองค์ จนในที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป
และแล้ว นายกของไทยยกหูโทรหาอังเคิ้ลฮุนเซ็น คุยกันแป๊บๆ เป็นเรื่องเลย กลายเป็นการเปิดศึกไทยกำพูเจีย ยิงกันนัว เห็นร่ำๆว่าจะเอารถขี้ไปฉีดถล่มที่ชายแดน งานนี้ทำให้พลโทมาลีดังหาใครเกิน เธอในชุดสีชมพูถ่ายรูปคู่ท่านผู้นำ ก็ดูโอเคนะ แม้จะเป็นภาพเอไอ ขืนยังจ้อไม่เลิกคงมีเวอร์ชั่นเรทสิบหกบวกๆแน่นอน
ตู้ม++++เขย่าขวัญกันด้วยข่าวไฟไหม้โรงงานกระดาษ แป็บนึง ควันก็จาง กลบด้วยข่าวหมอบีและทิดอลงกต
นี่มันยิ่งกว่าลิเกที่ผมเคยดูสมัยเด็กๆ พอออกแขกเสร็จ ก็จะมีตัวแสดงออกมา รำป้อๆ แล้วก็บอกว่า
อันตัวเรานี้ ชื่อว่าพระเจ้า อะไรก็ว่าไป มีพระมเหสีอยู่หนึ่งองค์ ชื่อว่า พระนาง อะไรก็ว่าไป แล้วก็ว่า เรามีเรื่องร้อนใจ เอ้ยร้อนใจด้วยไฟสุม มากลุ้มรุมให้ดวงจิตคิดสับสน ทั้งยามตื่นยามหลับอลวน เหมือนดังโดนยิงถล่มด้วยจรวด ปวดกบาล
เตร้ง เตรง เต่งเต๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตง เต่ง ไฟไหม้หอยแดงโร่
ลิเกเนี่ยมันสนุก เพราะเรื่องที่เราดู เขาแต่งขึ้นเพื่อการบรรเทิง
แต่การเมืองไทยนี่ มันไม่สนุก เพราะเขาแต่งให้มันไม่สนุก
แต่ไหนแต่ไรแล้ว เราไม่เคยมีรัฐบาลดีๆเลย เข้ามาทีก็ต้องร่วมกันจากพรรคเล็กพรรคน้อย เหมือนหมาจรจัดมาเจอกัน ชามข้าวมันเล็ก มันแบ่งกันกินพักเดียวก็กัดกันเกรียว
แล้วเดี๋ยวก็รัฐประหาร สลับกันไปมา ทหารมา ก็แป๊บเดียว ก็เอาน้องเอาพี่ญาติโกโหติเกมา ทำท่าจะไม่ให้เลือกตั้ง คนก็หงุดหงิด ไม่ใช่อะไรหรอก มันไม่มีจะแดก ทำมาค้าขายก็ไม่ได้ไม่ดี ใครมันจะมาลงทุน กัดกันแบบนี้ เขาก็กลัวพิษหมาบ้า
ไงละมึง ในวัดก็ไม่เหลือพระให้กราบ ในสภาก็กัดกันเละเทะ ศาลเรอะ หวังไม่ได้มานานแล้ว ขอไปกี่ทีกี่ทีก็ถูกกินเรียบ ไอ้ที่จะให้ตรงๆสักสองตัวสามตัว ไม่เคย ทีเครื่องเส้นละจะเอา
ประเทศไหนมันมั่วเหมือนประเทศไทยมีมั้ยเนี่ย
เอ้ยจะต้องเดินทางไป กราบพระอาจารย์เพื่อกลับไป พระนคร แล้วก็รำวนรอบเตียง แป็บเดียวก็ถึงเมืองของเราแล้ว
มั่วแค่ไหน กูดูรู้เรื่องละกัน อย่าคิดว่าเราดูไม่ออกว่าใครกำลังเล่นอะไร
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568
นาทีชีวิต
ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสูญหาย
ความสูญเสีย (Loss)
- เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น ทำไมจึงเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว แทนที่จะมีการระงับเหตุได้ตั้งแต่เพลิงยังมีขนาดเล็กๆ (Incipient Stage)
- มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ไฟเริ่มไหม้หรือเปล่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาทำงาน กลางวันแสกๆ ไม่มีผู้พบเห็นไฟหรือควันเลยหรือ
- หากมีผู้พบเห็น เขาได้แจ้งเหตุเพลิงไหม้อย่างไร บางโรงงาน แม้จะมีขนาดพื้นที่ต่อชั้นมากกว่า 300 ตรม. และมีมากกว่าสองชั้น ก็ไม่มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ มีเพียงเครื่องส่งสัญญานแบบมือหมุน หรือว่า
- มีระบบแจ้งเหตุ แล้วมันอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้
- หรือระบบแจ้งเหตุทำงานแต่ไม่มีใครเข้าระงับเหตุในช่วงแรก
- หรือระบบดับเพลิงใช้การไม่ได้ ไฟจึงลุกลาม
- แล้วเหตุใดจึงไม่มีการอพยพออกจากอาคาร จนทำให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิต
- หรือมีการอพยพ แต่ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นไปตามแผนอพยพ
- การเข้าระงับเหตุของหน่วยกู้ภัย มีการแจ้งเหตุและประสานงานอย่างไร เหตุใดจึงมาถึงที่เกิดเหตุในขณะที่ไฟโหมจนเข้าไม่ได้ เพราะโครงสร้างอาคารอาจจะทรุดตัว
ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุ
- เกิดอะไรขึ้นจนทำให้เกิดการลุกไหม้และไฟลามอย่างรวดเร็ว
- มีงานเชื่อม งานเจียร งานตัดหรืองานที่มีความร้อนหรือไม่
- มีการลัดวงจรไฟฟ้าหรือไม่
- มีการสูบบุหรี่ในพื้นที่ซึ่งมีวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงหรือไม่
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568
ภาวะไร้อารมย์
ชื่อเจ้าของโมเดลนี้เรียกยากหน่อย แต่เรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก มันคือแบบจำลองการไหล (ไม่รู้อะไรไหล)
Csikszentmihalyi's flow model.
โมเดลของลุงฉะซิกฉะเซ็นท์มิหันละยี้ ไงล่่ะมึง แค่ชื่อกูก็เครียดแล้ว แกบอกว่า ไอ้หลานเอ้ย อะไรที่มันทำยากๆ แล้วเราก็ดันไม่เคยซะด้วยเนี่ยมันเครียดนะเว้ยเฮ้ย (High Challenge Level-Low-Skill Level)
ยังไงลุง แกหันมาสบตา ลังเลจะบอกดีไม่บอกดี บอกมาเถอะ ผมไม่เอาไปเล่าต่อ
ก็มีอยู่ครานึง รุ่นพี่พาไปเปิดจุกแถวๆประตูน้ำ ลุงเนี่ยให้ตายเถอะ ไม่เคยเลยเรื่องแบบนี้ อย่างมากก็แค่ช่วยตัวเองในที่ลับตา
มันเป็นความยากขีดสุดสำหรับเด็กหนุ่มบ้านนา ที่ไม่ประสีประสาอะไรเรื่องแบบนั้น พอถูกดันเข้าไปในห้องกับผู้หญิงอ้วนๆลงพุง ที่ไม่นุ่งอะไรเลย มันโคตรเครียด (Anxiety)
ตรงกันข้ามกับสาวใหญ่ที่นอนเปลือยกายรออยู่ เธอดูไร้อารมย์ (Apathy) โดยสิ้นเชิง ก็เพราะว่างานของเธอมันไม่ได้มีความยากและท้าทายสำหรับเธอแล้วแทบไม่ต้องใช้ทักษะอะไรในการทำให้หนุ่มน้อยคนนี้แตกซ่าน
แต่ในสถานการณ์ที่ทำให้ Flow มันอธิบายได้ว่า ความท้าทายกับทักษะที่ต้องใช้มันทำให้เร้าร้อน เอ็งก็มันข้าก็มัน
ลุงแกว่า ทำตาเคลิ้มถึงอดีต การเสียตัวครั้งที่สิบห้ากับสาวหน้าใสพูดไทยไม่ชัดครั้งนั้นมันทำให้แก Flow
อธิบายแบบนี้ เข้าใจทฤษฏีของลุงรึยัง
ทฤษฏีนี้ใช้ทำอะไร คำตอบคือ การใช้คนให้เหมาะกับความยากง่าย และหรือเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรทำให้คนบางคนเครียดจนขี้แตก เมื่อเจองานหินที่ตัวเองไม่มีทักษะ ในขณะที่พวกมือโปรเจองานกระจอกก็นั่งกัดเล็บด้วยความเบื่อหน่าย (Boredom)
แพ้เสียงแตร
ไท นี้รักซาหงบ แต่ถึงรบไม่ขาด เอกกะหราด จะไม่ให่ ใค ข่มขี่ สะหระ อะเหลือด ทูก หยาด เป็น ชาด ตะผี ทะเลิง ปะ เถด ชาด ไท ทะ หวี มี ไช้ ชะ โ...
-
โบ๊ะ ดึ่ง โบ๊ะ ดึ่ง ดึ่ง โบ๊ะ ดึ่ง โบ๊ะ ดึ่ง โบ๊ะ ดึ่ง ดึ่ง เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว๊าย พี่ ๆๆๆ เป็นอะไร เสียงหวีดร้องอย่างตกใจ ...
-
Entanglement แปลเป็นภาษาไทยว่าฉุด ดึง รั้ง พัวพัน ติดอีรุงตุงนัง อะไรประมาณนั้น คำนี้จะพบเห็นตามป้ายเซฟตี้เล็กๆที่ติดอ...
-
ผู้บริหารบางคน อาจจะคิดว่า พวกเซฟตี้ นี่มันเงินเดือนแพง ก็แหงละ งานที่พวกเซฟตี้ทำ มันโคตรยาก ขอบอก ทำให้คนไม่ขึ้นไปทำงานบนที่สูง โดยไม่...





