วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

เสียงฮาจากวงเหล้า

 




เวลานั่งฟังคนเถียงกันในวงเหล้านี่มันก็ครึกครื้นไปอีกแบบ และจะยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นไปอีกถ้าเขาเป็นคอเหล้าที่เมาด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการใช้กำลี้กำลัง อย่างมากก็แค่เสียงดังเวลาอีกฝ่ายขัดคอ เถียงกันเสียงอ้อแอ้ อ้อแอ้ น่าสมเพชดี สักพัก คนที่ไม่ไหวก็ผลอยลงไปกลิ้งข้างๆวง รึไม่ก็ถูกเมียมาดึงหูลากกลับบ้านไปทีละคนสองคน

แถวบ้านผม สมัยเด็กๆ ก็เห็นเขาเมากันแบบนี้แหละ ลุงบัว พี่ใหญ่ เวลาแกไปได้ตะกวด รึตัวอะไรมาจากทุ่งนา หรือเวลาล้มหมู ที่บ้านไหน แกก็จะเมาเยอะหน่อย เมาแค่ไหน ก็ยังเรียกผมว่าไอ้หนูอยู่ดี

ย่านนั้นก็มีอีกหลายคน อย่างลุงรอง หรือแกจะชื่อ ลอง ผมก็ไม่รู้ แกก็เมาเป็นอาชีพ เมาตั้งแต่ไก่ขันยันไก่หลับ

นี่ถ้าพวกแกยังอยู่ ผมว่าเรื่องในวงเหล้า คงไม่พ้น เรื่องไล่หนู ไล่แลนตะกวด พูดเรื่องหนูก็คงไม่วายวกกลับมาด่า ไอ้ฟายหนู รึใครต่อใครที่หนนี้ชนะเลือกตั้งมาได้อย่างถล่มทลาย มันเจ็บจี๊ดก็ไอ้ลูกชายบันหาน มันยืนหัวเราะเวลาไอ้หนูพูดถึงพ่อมันว่าต้องเรียกมาเข้าถ้วย ผีถ้วยแก้ว 

อีกเรื่องที่ไม่พ้นเอามาเถึยงกัน ก็คงสงครามที่อิหร่าน คนนึงก็ว่า อีหร่าน อึกคนก็ว่าม่ายช่าย มันต้องเรียก อิหร่าน 

เถียงกันจนคอแตก เหล้าหมดไปหลายกอง ไม่ใช่หลายกลม มันต้องหลายกอง 




วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ตอนหักไม่มีช้าตอนมาขอเงินตกงานท่ามากเกิ้น

 


ทั้งชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างมาตลอด ตกงานครั้งแรกประมาณปี 2002 นึกขึ้นมาได้ก็ขับรถมุ่งหน้าไประยอง ตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่อยู่รวมๆกันกับศูนย์ราชการ คนเพียบเลยตอนนั้น ยืนเงอะงะอยู่หน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่ที่นั่งเรียงรายกัน มีสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่ก็เยอะ คนตกงานก็แน่นไปหมด 

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักมาจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง 

"มารายงานตัวกรณีว่างานครับ" ตอบไปตามที่เข้าใจ เพราะเป็นคนที่จ่ายเงิน อ้อไม่ใช่สิ ถูกหักเงินประกันสังคมเดือนละ 750 ทุกเดือน ปีหนึ่งก็ 9000 ถ้าเอาไปซื้อประกันก็จะได้แบบดีๆเลยเชียว 

"กรอกแบบฟอร์มก่อนนะค๊า" เขายื่นฟอร์มให้กรอก ผมหยิบมาดู ว่าฟอร์มอะไร มันคือแบบฟอร์มแสดงความจำนงค์เข้ารับการฝึกอาชีพระหว่างตกงาน ไล่ดูไป ไม่มีอาชีพในฝันที่เราถนัดเลย 

ช่างเสริมสวย ช่างตัดผม เพาะเห็ด ทำขนม ไม่ถนัดเลย ไล่ไปเรื่อยจนจบ เอาวะ อันนี้แหละ ขืนไม่ติ๊ก ไปโต๊ะถัดไปไม่ได้ อ่ะ นวดแผนโบราญ เผื่อเมื่อยๆขึ้นมาจะได้ช่วยตัวเองได้ ส่งฟอร์มให้ 

"มาทำอะไรครับ" เจ้าหน้าที่โต๊ะถัดไปเรียก 

"มายื่นเรื่องกรณีว่างานครับ" ส่งเอกสาร หนังสือเลิกจ้าง ต่างๆให้ เขารับไปอ่าน 

"เอ่อ คุณสุมนต์ครับ คุณมาช้ากว่ากำหนด คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้วครับ" 

ผมเหวอไป ตอนนั้นเริ่มโกรธ

"ตอนพวกคุณหักเงินผม ตรงเวลา ไม่เคยช้าสักเดือน ผมจะมาใช้สิทธิ์มั่ง มีงี้ด้วยเหรอ" ผมเริ่มเสียงดัง คนหันมามองกัน

"ขอโทษจริงๆครับ มันเป็นระเบียบ" 

ผมนึกในใจ แม่งเอ้ย กูผิดเองที่ไม่รู้ระเบียบของพวกมึง

ปี 2019 ตกงานอีกรอบ หลังจากเก็บข้าวเก็บของ ก็ขับรถตรงไปสำนักงานประกันสังคมที่อยู่กระทรวงแรงงานตรงดินแดง ห่างออฟฟิศไปแค่สิบนาที

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักคุ้นๆ 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ 

"กดบัตรคิวก่อนนะค๊า" หันไปรอบๆ มีกูคนเดียวต้องกดด้วยเรอะ เอากดก็กด บัตรคิวออกมาพร้อมกับเสียงคอมพ์อ่าน หมายเลข 

"มาทำอะไรค๊า" ถามอีกแล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปแล้ว อ่ะสงสัยว่าจะเป็นขั้นตอนการบริการของเขา 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ

"คุณน้องตกงานเมื่อไหร่ค๊า" เจ๊ถามอย่างใจดี

"เมื่อกี๊" ผมตอบ 

เจ๊หน้าตาตื่น เลิกคิ้วปลอมที่ดูเหมือนเขียนด้วยปากกาเมจิกขึ้น "ไหนพี่ขอดูเอกสาร" ผมหยิบเอกสารออกจากซอง ตอนเซ็นที่โต๊ะฝ่ายบุคคลไม่ได้อ่าน เซ็นอย่างเดียว 

เจ๊หยิบไปอ่าน 

"คุณน้อง ลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง"

"ถูกเลิกจ้างครับ" 

"แต่หัวจดหมายนี่มันเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างยุติการจ้างงานนี่คะ" 

ผมหยิบมาอ่าน จริงๆด้วย ในเอกสารระบุว่าลูกจ้างจะไม่ใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมายสาระพัด กฏหมายแรงงาน ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการนู่น ลายเซ็นเราหราเลย ตอนเซ็นกูไม่อ่านเพราะถือว่าเป็นลูกจ้างมืออาชีพ 

"ผมถูกเลิกจ้าง ไม่ได้ลาออกเอง" ผมเริ่มเสียงดัง 

"ลาออกเองกับถูกเลิกจ้างต่างกันยังไงกับเงินชดเชยกรณีว่างงาน" ถามแบบลูกจ้างโง่ๆเลย โง่ที่เซ็นโดยไม่อ่าน โง่ที่ไม่เคยอ่านกฏระเบียบพวกนั้น 

"ลาออกเองก็ได้ค่าชดเชยสามครั้ง เลิกจ้างได้หกครั้ง" เจ๊อธิบายง่ายๆ ผมเถียงหัวชนฝาว่าไม่ได้ลาออกเอง จนแกระอา 

"อ่ะ ทำใบนัดรายงานตัวให้ หกครั้ง บ้านคุณอยู่แถวไหน ไม่ต้องมานี่ก็ได้ "  ผมบอกแกไปว่าอยู่แถวรามอินทรา แกแนะนำให้ไปที่ตึกไอทีแสควร์ แถวๆหลักสี่ 

วันนัดแรกวันที่ 10 เมษายน อีกไม่กี่วันหยุดยาวสงกรานต์ พลาดนัด กูอดอีก วันที่ 9 เมษายน ผมขับรถไปที่ตึกนั่น มันเป็นสำนักงานปนๆกันคล้ายที่ระยอง คนเพียบล้นออกมาหน้าห้อง

คิวก่อนหน้าเป็นป้าอายุมากกว่าผม กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรงจุดรับบัตรคิวตะคอกจนแกหงอไปหมด 

ถึงคิวผม ก็ยื่นบัตรนัด ส่งไปให้ เขาหยิบไปดู เงยหน้าขึ้นถามผมอย่างเย็นชา 

"เขานัดวันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 10" ผมตอบ ตอนนั้นองค์เริ่มจะประทับแล้ว

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" มันตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่"

ผมจ้องหน้ามัน "มีอะไรรึ" ผมถามอย่างข้องใจ

มันหยิบใบนัด พร้อมด้วยปากกาไฮไลท์สีชมพูขีดไปบนวันที่นัด วันที่ 10เมษายน ขีดซ้ำๆ แล้วถามว่า เขานัดวันไหนก็ต้องมาตรงวันนัด 

ผมชี้ให้ดูหมายเหตุ การมารายงานตัวก่อนนัด 7 วัน หลังนัด 7 วันให้ถือว่ามาตามนัด 

มันเถียง ตอนนี้เขาเปลี่ยนระเบียบแล้ว 

องค์ประทับ ผมมองหน้า ตะคอกถาม 

"ไหน เอาระบียบที่มึงว่านั่นมาดู เอามา" ผมตะคอกเสียงดัง .ไอ้ เ ี้ย เวลาเก็บเงินกูเร็วนักนะมึง เวลากูจะมาใช้สิทธิ์แ ่งเรื่องมาก ไอ้พวกข้าราชการขี้ครอก" ผมด่าแล้วหันปากลำโพงไปรอบห้อง ไอ้ควายนั่นมือสั่น มันกดบัตรคิวให้ ผมหยุดด่า

เดินไปนั่งรอหน้าโต๊ะ คอมพ์ว่าง ไม่มีคน สักพักใหญ่ อีดอกคนนึงเดินกลับมา ดูดชาไข่มุกอย่างเมามัน หันไปคุยกับคนอื่นข้างหลังเรื่องละคร แล้วหันมาประจันหน้ากับผม

ผมส่งบัตรคิว พร้อมใบนัดให้

"เขานัดวันที่เท่าไหร่'

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 9"

"เขานัดวันที่เท่าไหร่"

อีดอกเมื่อกี๊กูจัดไปอัลบั้มหนึ่งแล้ว 

องค์ลงอีกรอบ ผมเริ่มด่า เหมือนที่ด่าไอ้ควายคนแรก หันปากลำโพงไปรอบๆ เสียงดังกว่าเดิม ทั้งสำนักงานเงียบ มีแต่เสียงผมด่า 

อีดอกนั่นมือสั่น ระล่ำระลัก "ระบบมันเสีย ถ้าไม่มาตรงวันนัด ไม่ได้เงินก็อย่ามาว่ากัน" 

ไม่เคยได้เงินสักสลึงจนถึงปัจจุบัน 

ประกันสังคังเอ้ย เฮงซวยนักนะพวกนึง คนที่เขามาใช้บริการ เขามาเอาเงินเขาคืน จำใส่กะโหลกไว้นะพวกมึง

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องปากท้อง

 


เราจะเลือกพรรคไหนกันดีหนอ    ที่จะพอทำงานกันขันแข็ง
เลือกพรรคส้มก็นิยมพรรคสีแดง    สีน้ำเงินเขาว่าแรงกันชงชา
พรรคสีฟ้าหน้าคุ้นคุ้นกระสุนตก    เคยไปโบกปรี๊ดๆกรี๊ดเป็นบ้า
พรรคสีเขียวเขาว่าแป้งแรงกว่ายา    หรือจะเลือกพรรคป๊าเขาคนตรง
พรรคไอ้นู่นพรรคไอ้นี่ดีไปหมด    เขาจะปลดเขาจะปรับยกขะโหยง
แต่ละพรรคช่างแสนดีไม่มีโกง    ไม่มีโยงทุนเทาหรือทุนเทียม
มีแต่คนอยากทำงานให้บ้านช่อง    จะรับใช้พี่น้องไม่มีเขียม
ทั้งใจถึงพึ่งได้ไม่ต้องเจียม    ทั้งหน้าแหลมหน้าเหลี่ยมและหน้าลิง



วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

น้ำท่วมปาก

 


น้ำท่วมปากของจริง

ปีนี้น้ำมาก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ท่วมมิดปาก พูดก็ไม่ได้ น้ำไหลเข้าปากเข้าจมูก สำลักน้ำตายพอดี เพราะฉะนั้น อยู่กันเงียบๆไว้ เอาชีวิตรอดก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง

บางคนยกมือท่วมหัว สาธุ ที่รอดมาได้เนี่ย ถ้าไม่ใช่อิทธิฤทธิ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลูกช้างคงต้องไปลอยน้ำตัวแข็งทื่อให้เขาเอาเชือกมาลากขึ้นจากน้ำไปซะแล้ว เดชะบุญแท้ๆเลย ไหว้พระเสร็จก็ด่าไอ้แป้นไปชุดหนึ่ง ต่อด้วยไอ้หนูอีกชุดหนึ่ง ไอ้สองตัวนี่เป็นเด็กในซอย ชอบพูดล้อนายกยิ่งลักษณ์ว่า เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วทำท่าซอยตูดยิกๆ ล้อเลียนเขา ไงล่ะมึง ตอนนี้หน้าเหลือสองนิ้ว ได้นิ้วกลางไปคนละนิ้ว รวมๆได้สองนิ้ว

น้ำเริ่มลดแล้ว ทางเหนือเริ่มหนาว เจ้าพระยาน้ำไม่เอ่อตลิ่ง แถวๆบางบาล ป่าโมก ตามถนนแห้งแล้ว ส่วนทางใต้เริ่มท่วม นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนเด็กๆ ก็จะเข้าใจว่าน้ำไหลจากเหนือลงมาภาคกลาง แล้วทะลุไปลงภาคใต้ 

น้ำท่วม เพราะน้ำมันมาแล้วไม่ไหลไปไหน มันก็ท่วม ส่วนคำถามว่าน้ำมันมาจากไหน ก็ไปถามพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายายดูว่าน้ำมันมาจากไหน 

น้ำไม่ไหลไปต่อ อันนี้ ต้องไปถาม ดอกเตอร์ บ้านเราเยอะเลย เดินหัวโขกกันตาย ไปตามห้างเผลอๆไปเหยียบตีนดอกเตอร์เข้าให้ เข้าตำรา เขย่งยังเหยียบ

การวางผังเมือง ระบบระบายน้ำ ระบบเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ โอยสาระพัดระบบเลย ไม่เวิร์คซักอย่าง เห็นจะมีดีก็แต่ระบบผัดข้าวโชว์ ระบบโยนถุงยังชีพ นี่เห็นในข่าวโยนจากเฮลิคอปเตอร์ บ้านที่ว่าจะพังมิพังแหล่เจอถุงยังชีพเข้าไป พังเรย 

มันบ่นใครไม่ได้หรอก เราทำตัวเอง เราทำให้ระบบมันเละ เราคนเฮงซวยมาบริหารประเทศ เรากาบัตรเลือกมันเข้าไปเอง จะไปด่า ไอ้แป้น ไอ้หนู ก็ด่าไม่ได้เต็มปาก น้ำสูงจะท่วมจมูก ขืนด่า จมน้ำตายพอดี แฮ่

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

ฮูเร่ วังกา ขอเชิญท่านมานั่งชมลิเก

 


เห่ สะลัม มานา ละลาล่ะหล่า ลาล้า หล่าลา ละลาละหล่า 

ตุ้มปะ ต่มป๊ะ ตุ่มเปง 

เมืองไทยวันนี้เละเป็นขี้แช่น้ำ การเมืองก็เน่าสนิทชนิดที่ว่าจะหาทางออกแทบไม่เจอ ต้นปีแผ่นดินไหว ตึกเป็นพันๆไม่ถล่ม ยกเว้นตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คลอๆไปกับข่าวฮั๊วสอวอ 

พอกลางๆปี ไม่มีข่าวอื่นปนเลย มีแต่เรื่องทิดแย้มกับน้องเก็น ตามมาติดๆด้วยข่าวสยิวกิ้วของบรรดาพระที่มีบรรดาศักดิ์สูงๆชั้นเทพชั้นพรหมณ์ที่จูงมือกันขึ้นสวรรค์ไปกับสีกากอล์ฟ งานนี้ขึ้นดาวดึงส์กันไปหลายองค์ จนในที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป

และแล้ว นายกของไทยยกหูโทรหาอังเคิ้ลฮุนเซ็น คุยกันแป๊บๆ เป็นเรื่องเลย กลายเป็นการเปิดศึกไทยกำพูเจีย ยิงกันนัว เห็นร่ำๆว่าจะเอารถขี้ไปฉีดถล่มที่ชายแดน งานนี้ทำให้พลโทมาลีดังหาใครเกิน เธอในชุดสีชมพูถ่ายรูปคู่ท่านผู้นำ ก็ดูโอเคนะ แม้จะเป็นภาพเอไอ ขืนยังจ้อไม่เลิกคงมีเวอร์ชั่นเรทสิบหกบวกๆแน่นอน 

ตู้ม++++เขย่าขวัญกันด้วยข่าวไฟไหม้โรงงานกระดาษ แป็บนึง ควันก็จาง กลบด้วยข่าวหมอบีและทิดอลงกต 

นี่มันยิ่งกว่าลิเกที่ผมเคยดูสมัยเด็กๆ พอออกแขกเสร็จ ก็จะมีตัวแสดงออกมา รำป้อๆ แล้วก็บอกว่า 

อันตัวเรานี้ ชื่อว่าพระเจ้า อะไรก็ว่าไป มีพระมเหสีอยู่หนึ่งองค์ ชื่อว่า พระนาง อะไรก็ว่าไป แล้วก็ว่า เรามีเรื่องร้อนใจ เอ้ยร้อนใจด้วยไฟสุม มากลุ้มรุมให้ดวงจิตคิดสับสน ทั้งยามตื่นยามหลับอลวน เหมือนดังโดนยิงถล่มด้วยจรวด ปวดกบาล 

เตร้ง เตรง เต่งเต๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตง เต่ง ไฟไหม้หอยแดงโร่ 

ลิเกเนี่ยมันสนุก เพราะเรื่องที่เราดู เขาแต่งขึ้นเพื่อการบรรเทิง 

แต่การเมืองไทยนี่ มันไม่สนุก เพราะเขาแต่งให้มันไม่สนุก 

แต่ไหนแต่ไรแล้ว เราไม่เคยมีรัฐบาลดีๆเลย เข้ามาทีก็ต้องร่วมกันจากพรรคเล็กพรรคน้อย เหมือนหมาจรจัดมาเจอกัน ชามข้าวมันเล็ก มันแบ่งกันกินพักเดียวก็กัดกันเกรียว 

แล้วเดี๋ยวก็รัฐประหาร สลับกันไปมา ทหารมา ก็แป๊บเดียว ก็เอาน้องเอาพี่ญาติโกโหติเกมา ทำท่าจะไม่ให้เลือกตั้ง คนก็หงุดหงิด ไม่ใช่อะไรหรอก มันไม่มีจะแดก ทำมาค้าขายก็ไม่ได้ไม่ดี ใครมันจะมาลงทุน กัดกันแบบนี้ เขาก็กลัวพิษหมาบ้า 

ไงละมึง ในวัดก็ไม่เหลือพระให้กราบ ในสภาก็กัดกันเละเทะ ศาลเรอะ หวังไม่ได้มานานแล้ว ขอไปกี่ทีกี่ทีก็ถูกกินเรียบ ไอ้ที่จะให้ตรงๆสักสองตัวสามตัว ไม่เคย ทีเครื่องเส้นละจะเอา 

ประเทศไหนมันมั่วเหมือนประเทศไทยมีมั้ยเนี่ย 

เอ้ยจะต้องเดินทางไป กราบพระอาจารย์เพื่อกลับไป พระนคร แล้วก็รำวนรอบเตียง แป็บเดียวก็ถึงเมืองของเราแล้ว 

มั่วแค่ไหน กูดูรู้เรื่องละกัน อย่าคิดว่าเราดูไม่ออกว่าใครกำลังเล่นอะไร 



วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568

นาทีชีวิต

 ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสูญหาย




เหตุไฟไหม้โรงงาน สร้างความสูญเสียมากมายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ในฐานะคนที่คร่ำหวอดในแวดวงความปลอดภัย จึงอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิด สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน และคนทำงาน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ออกและบังคับใช้กฏหมาย ไล่เป็นข้อๆ ตามแบบจำลองการเกิดความสูญเสียของ Frank E. Bird

ความสูญเสีย (Loss)

ความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้คราวนี้ มากมายมหาศาล แม้จะเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ครั้งนี้มีผู้คนสูญหายและเสียชีวิตมากมาย คำถามตัวใหญ่ๆ ก็คือ 
  • เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น ทำไมจึงเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว แทนที่จะมีการระงับเหตุได้ตั้งแต่เพลิงยังมีขนาดเล็กๆ (Incipient Stage) 
  • มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ไฟเริ่มไหม้หรือเปล่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาทำงาน กลางวันแสกๆ ไม่มีผู้พบเห็นไฟหรือควันเลยหรือ
  • หากมีผู้พบเห็น เขาได้แจ้งเหตุเพลิงไหม้อย่างไร บางโรงงาน แม้จะมีขนาดพื้นที่ต่อชั้นมากกว่า 300 ตรม. และมีมากกว่าสองชั้น ก็ไม่มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ มีเพียงเครื่องส่งสัญญานแบบมือหมุน หรือว่า
  • มีระบบแจ้งเหตุ แล้วมันอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ 
  • หรือระบบแจ้งเหตุทำงานแต่ไม่มีใครเข้าระงับเหตุในช่วงแรก 
  • หรือระบบดับเพลิงใช้การไม่ได้ ไฟจึงลุกลาม 
  • แล้วเหตุใดจึงไม่มีการอพยพออกจากอาคาร จนทำให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิต 
  • หรือมีการอพยพ แต่ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นไปตามแผนอพยพ 
  • การเข้าระงับเหตุของหน่วยกู้ภัย มีการแจ้งเหตุและประสานงานอย่างไร เหตุใดจึงมาถึงที่เกิดเหตุในขณะที่ไฟโหมจนเข้าไม่ได้ เพราะโครงสร้างอาคารอาจจะทรุดตัว

ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุ

  • เกิดอะไรขึ้นจนทำให้เกิดการลุกไหม้และไฟลามอย่างรวดเร็ว 
  • มีงานเชื่อม งานเจียร งานตัดหรืองานที่มีความร้อนหรือไม่
  • มีการลัดวงจรไฟฟ้าหรือไม่
  • มีการสูบบุหรี่ในพื้นที่ซึ่งมีวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ 
คำถามเหล่านี้ จะนำไปสู่การค้นหาความจริงว่า มาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่ มีประสิทธิภาพเพียงใด ได้มาตรฐานหรือไม่ หรือได้รับการปฎิบัติตามมาตรการและมาตรฐานเหล่านั้นอย่างเคร่งครัดแค่ไหน

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ภาวะไร้อารมย์

 

ชื่อเจ้าของโมเดลนี้เรียกยากหน่อย แต่เรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก มันคือแบบจำลองการไหล (ไม่รู้อะไรไหล)

 Csikszentmihalyi's flow model.

โมเดลของลุงฉะซิกฉะเซ็นท์มิหันละยี้  ไงล่่ะมึง แค่ชื่อกูก็เครียดแล้ว แกบอกว่า ไอ้หลานเอ้ย อะไรที่มันทำยากๆ แล้วเราก็ดันไม่เคยซะด้วยเนี่ยมันเครียดนะเว้ยเฮ้ย (High Challenge Level-Low-Skill Level) 

ยังไงลุง แกหันมาสบตา ลังเลจะบอกดีไม่บอกดี บอกมาเถอะ ผมไม่เอาไปเล่าต่อ 

ก็มีอยู่ครานึง รุ่นพี่พาไปเปิดจุกแถวๆประตูน้ำ ลุงเนี่ยให้ตายเถอะ ไม่เคยเลยเรื่องแบบนี้ อย่างมากก็แค่ช่วยตัวเองในที่ลับตา

มันเป็นความยากขีดสุดสำหรับเด็กหนุ่มบ้านนา ที่ไม่ประสีประสาอะไรเรื่องแบบนั้น พอถูกดันเข้าไปในห้องกับผู้หญิงอ้วนๆลงพุง ที่ไม่นุ่งอะไรเลย มันโคตรเครียด (Anxiety) 

ตรงกันข้ามกับสาวใหญ่ที่นอนเปลือยกายรออยู่ เธอดูไร้อารมย์ (Apathy) โดยสิ้นเชิง ก็เพราะว่างานของเธอมันไม่ได้มีความยากและท้าทายสำหรับเธอแล้วแทบไม่ต้องใช้ทักษะอะไรในการทำให้หนุ่มน้อยคนนี้แตกซ่าน

แต่ในสถานการณ์ที่ทำให้ Flow มันอธิบายได้ว่า ความท้าทายกับทักษะที่ต้องใช้มันทำให้เร้าร้อน เอ็งก็มันข้าก็มัน 

ลุงแกว่า ทำตาเคลิ้มถึงอดีต การเสียตัวครั้งที่สิบห้ากับสาวหน้าใสพูดไทยไม่ชัดครั้งนั้นมันทำให้แก Flow 

อธิบายแบบนี้ เข้าใจทฤษฏีของลุงรึยัง 

ทฤษฏีนี้ใช้ทำอะไร คำตอบคือ การใช้คนให้เหมาะกับความยากง่าย และหรือเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรทำให้คนบางคนเครียดจนขี้แตก เมื่อเจองานหินที่ตัวเองไม่มีทักษะ ในขณะที่พวกมือโปรเจองานกระจอกก็นั่งกัดเล็บด้วยความเบื่อหน่าย (Boredom)

ความกดดันทางจิตใจ (Psychological Hazards)

 


ความเครียดและกดดันทางใจก่อให้เกิดผลกระทบมากมายเกินกว่าที่คุณและผมจะเข้าใจ มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันเป็นภัยคุกคามในสภาพแวดล้อมการทำงานที่สำคัญมากๆเลยทีเดียว

ตอนเรียนหนังสือที่โรงเรียนก็ถูกพวกลูกคนรวย อย่างพวกลูกๆเถ้าแก่ในตลาดรังควาน ถูกพวกลูกตำรวจ ลูกครูรังแก ก็เก็บกดไปพอประมาณ

พอเรียนจบเข้าทำงาน ก็ไปเจอหัวหน้า เพื่อนร่วมงานที่เขาจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน รวมหัวกันกดดันกลั่นแกล้ง 

เขาไม่ยอมส่งมอบงานให้ ในขณะที่เราก็เป็นคนใหม่ เข้าไปในตำแหน่งผู้จัดการแผนก งานเซฟตี้ก็มีคนสูงอายุสองคนทำอยู่ก่อนเรา คนหนึ่งเป็นทหารเรือเก่า ใครๆก็กลัวแกเพราะแกดุ พอถึงวันที่นายใหญ่จะเข้าโรงงาน แกจะเตรียมธงเขียวไปยืนรอที่ประตูทางเข้า ซึ่งเป็นประตูโรงงานโอเลฟิน พอรถมาถึงแกจะโบกธงผึงแล้ววิ่งชูธงนำหน้ารถเหยาะจนรถเข้าโรงไฟฟ้าของเรา ทำแบบนี้เพราะนายเขาไม่ชอบลงไปติดต่อที่ป้อม รปภ.ข้างหน้า และแกก็ไม่เคยติดบัตรพนักงาน 

วันหนึ่งมีผู้บริหารแก่ๆมาเยี่ยม บรรดาผู้จัดการเข้ากันหมด ในห้องพวกเขาดูครื้นเครงระหว่างพวกเขา แล้วผู้บริหารท่านก็ถามขึ้นมาว่า กรดซัลฟุริคสองพันกว่ากิโลรั่ว ปั๊มเอย ท่อเอย วาวล์เอยจมใต้กรด ไม่มีใครเห็น มันเป็นเพราะอะไร 

หนึ่งในนั้นตอบเสียงดังทีเล่นทีจริงว่า เขื่อนมันสูง เราเดินผ่านแล้วมองไม่เห็น นี่ผมว่าจะเสนอให้ทุบเขื่อนให้เหลือสักห้าสิบเซ็นต์ แล้วเขาก็คุยครื้นเครง จนผู้บริหารท่านนั้นหันมาเห็นผมเข้า พยักหน้าถาม เซฟตี้เมเนเจอร์คนใหม่รึ คุณเห็นอย่างไร

ผมขออนุญาตพูดแล้วก้าวฉับๆไปที่เครื่องฉายแ่นใส วาง Loss Causation Model ของ Frank E.Bird แล้วอธิบาย ผมเสนอว่า สิ่งที่เราควรต้องมีและทำมีหลายอย่าง ได้แก่ มาตรการในการตรวจสอบระบบท่อ Joint Flanges Valves เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการผุกร่อนและรั่วไหลขึ้น แถมเสนอมาตรการป้องกันการหกล้น ระหว่างการเติมกรดจากรถบรรทุกสารเคมี แล้วเสริมว่า Secondary Containment ที่มีนั้นดีอยู่แล้วไม่ควรทุบให้เตี้ยลง 

แล้วก็มีเสียงสอดขึ้นว่า ทำไมไม่เสนอให้สร้างเขื่อนรอบโรงไฟฟ้าเลยล่ะครับ เวลาอะไรรั่วจะได้ไม่ออกไปข้างนอก แล้วพวกเขาก็ฮาครืน ราวกับผมเป็นโหน่ง เท่งมาเล่นตลกให้ดู 

ครั้งนั้นบอกได้เลยว่าเครียดจนเจ็บจี๊ดในอก 

คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เจอ พวกเซฟตี้ตัวเล็กตัวน้อยในบริษัทใหญ่บริษัทเล็ก และคนที่ทำงานอื่นๆในที่ต่างๆ ก็ล้วนมีเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดความกดดันกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครจะมีน้ำอดน้ำทนแค่ไหน 

ในทางวิชาการ เราต้องทำหลายอย่างเพื่อจัดการอันตรายประเภท Psychological Hazards อย่างระมัดระวัง

ขั้นแรก ทำความเข้าใจปัจจัยที่นำมันมา มีอะไรบ้าง อย่างกรณีผม ความไม่ให้เกียรติ และการแสดงออกในลักษณะเหยียดหยามรังแกด้วยความเป็นคนเก่า มีมากกว่า มันกดดัน

บางแห่ง หัวหน้างานเอาเปรียบลูกน้อง อย่างกรณีหัวหน้างานที่ดูแลจัดตารางการเดินรถ ที่จะจัดทริปให้เฉพาะลูกน้องในคอก เพราะใครได้ทริปมากก็มีรายได้มาก ใครไม่เข้าคอกก็ไม่ค่อยได้ทริป แบบนี้ ประยูร เคนเล่าให้ผมฟังพร้อมๆกับน้ำตาคลอเบ้า ความเอาเปรียบและแบ่งพรรคแบ่งพวก 

บางทีหัวหน้าหรือผู้จัดการเอาแต่ใจ ใช้อารมย์ก่นด่าหยาบคาย ไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าจะเอาอะไร ลูกน้องถามก็ด่าว่าโง่ พอเขาขอคำอธิบายก็หาว่าเถียง 

คนงานหัวร้อน ใช้ความรุนแรงกับเพื่อนร่วมงานก็มีให้เห็นมากมาย 

ผู้บริหารที่ไม่ใช่ Leader ก็จะไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเป็นแค่ Manager เรื่องละเอียดแบบนี้เขาไม่เข้าใจหรอก 

มันต้องเริ่มที่หัว หางจึงกระดิก 

เรื่องแบบนี้เวลาป่วย มันออกอาการทางกาย นอนไม่หลับ เครียด บางคนเลยเถิดเป็นโรคซึมเศร้า ทำอะไรที่เราไม่คาดคิดก็มีมากมาย 

บริษัทไหนที่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและ Well-Being จริงๆ ไม่ใช่แค่ถุยๆตามที่นายฝรั่งเมืองนอกเขาสั่งมา ก็พอจะได้เป็นบุญเป็นกุศลให้คนที่ด้อยกว่า แต่ถ้าแค่ถุยๆ ก็คงจะได้แค่โปสเตอร์สวยๆส่งมาจากเมืองนอก แปลแล้วส่งให้บรรดานายๆเอาปากกาเมจิมาเซ็นรับทราบนโยบาย จบ แบบเครียดๆ ในความฮามันก็มาพร้อมกับความเครียด 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568

คุยกับอังเคิ้ล

 ใครๆก็มีลุงกันทั้งนั้น คนไทยก็อยู่กับลุงมาตั้งหกปี บางคนก็ได้ลุงส่งเสียจนเรียนจบ แต่บางคนคุยกับลุงแค่ 17 นาที คนทั้งประเทศลุกฮือเรียกร้องให้ลาออก 


ไม่รู้จะสงสารหรือสมเพสดี 

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568

การป้องกันการพังทลายของดินในงานขุด (Cave-In Prevention)


ดินถล่มทับคนงาน ไม่ใช่ว่าในต่างประเทศเขาไม่เคยเกิด แต่พอเกิดขึ้นแล้ว เขาหาทางแก้ไขและป้องกัน

ทางหนึ่งก็ด้วยการออกและบังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มงวด ประโยคเมื่อกี้ มีสองคำ คือ ออกกฏหมาย และบังคับใช้อย่างเข้มงวด 

ประเทศนี้ล่ะ ออกกฏหมายมั้ย 

อย่างน้อยๆ มีกฏกระทรวงสองสามฉบับที่พูดถึงเรื่องนี้ ได้แก่

กฏกระทรวงว่าด้วยเรื่องที่อับอากาศ ที่พูดถึง บ่อ หลุม ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่อับอากาศ และพูดถึง สภาพอันตรายที่ลูกจ้างอาจจะถูกวัสดุถล่มทับจนจมลงไป นายจ้างบางราย (ที่มีจิตสำนึกก็จะตีความร่องลึก บ่อ หลุม เป็นที่อับอากาศ แล้วกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตกัน) ส่วนนายจ้างที่ไม่มี ก็จะไม่ตีความเอาแบบนั้นเพราะมันยุ่งยากและสิ้นเปลือง

อีกฉบับ ก็เป็นกฏกระทรวงเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ที่พูดถึงเรื่องงานเจาะ งานขุด ไว้ในหมวดที่ 2 เนื้อหาในหมวดนี้เขียนไว้หยาบๆ ไล่ไปตั้งแต่ว่า ต้องมีการเคลื่อนย้ายสาธารณูปโภคในละแวกที่จะขุดออกไปก่อนเพื่อกันอันตราย แต่ถ้าย้ายไม่ได้ก็ต้องมีมาตรการป้องกัน 

พูดถึงราวกันตก ป้ายเตือนอันตรายและสัญญานแสงสีส้มเห็นได้เวลากลางคืน ถ้ารูหลุมนั้นลูกจ้างอาจจะพลัดตกได้ก็ให้หาอะไรมาปิดเสีย ให้แข็งแรงพอและทำราวกั้น ข้อนี้เป็นมาตรฐานปลายเปิด ตามอัธยาศัยและจิตศรัทธาของผู้ปฏิบัติ เคยมีคนเดินเหยียบแผ่นไม้อัดที่ปิดรูลึกกว่า 5 เมตร หล่นลงไปตายระหว่างวิ่งข้ามถนนลัดเข้าไปในเกาะกลางที่บริษัทโทรคมนาคมทำค้างไว้ แต่เขาไม่ใช่ลูกจ้าง กฏกระทรวงข้อนี้เลยเอาไปใช้ไม่ถนัดนัก 

ข้อ 25 และ 26 เนื้อหาค่อยใกล้เคียงมาตรฐานที่ชาติอื่นเขาทำกัน เช่น ต้องจัดให้มีปลอกเหล็ก แผ่นเหล็ก ค้ำยัน หรืออุปกรณ์อื่น กันดินทลาย และต้องให้วิศวกรตรวจสอบ ไอ้ที่จะได้เห็น การ Shoring, Shielding มาตรฐานเรื่องการกองขี้ดิน การตรวจเนื้อดินและออกแบบการขุด ไม่มี บอกแล้วว่ามันเป็นกฏหมายหยาบๆ 

ข้อ 28 พูดเรื่องขั้นตอนการลงไปในรูในหลุมที่ลึกเกินกว่า 2 เมตร คล้ายๆเข้าที่อับอากาศ แต่หยาบๆ เน้นให้ผู้ควบคุมงานต้องมีความรู้เรื่องงานดิน และช่วยชีวิต เป่าปากกดหัวใจเป็น เน้นเก็บกู้ซะมากกว่า บอกแล้วว่ากฏหมายหยาบๆ 

ข้อ 29 ห้ามลูกจ้างลงหลุมที่กว้างไม่เกิน 75 ซม. ลึกเกินสองเมตร ก็ประมาณความกว้างบุ้งกี๋รถแบคโฮ งานถนัดของการเดินท่อเลย ห้ามได้ไง กฏหมายหยาบๆ 

งานขุด Trenching, Excavation ในมาตรฐานประเทศที่เขาเจริญแล้ว ละเอียดกว่านี้มาก เขาพูดถึง

ให้มีผู้ชำนาญการ (Competent Person) ที่รู้เรื่องประเภทของดิน A,B,C,และรู้วิธิป้องกันดินถล่มด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น Sloping, Benching, Shoring กันการถล่ม หรือที่เรียกว่า Cave-In ผมเอามาแปะไว้ เผื่อมีใครจะสนใจอ่าน แต่ไม่อยากอ่านก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน เอาเป็นว่า ดินขนาดแค่ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักก็พอๆกับรถปิกอัพคันหนึ่ง ถ้าถล่มทับใครเข้า ขุดกันนานเลย เซฟตี้เมืองไทย วัฒนธรรมความปลอดภัยแบบไทยๆ บอกตรงๆ หยาบมาก 






 

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ไม่ต้องหามไกล

 ไฟ 22 KV ดูดลูกจ้าง


เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2568 นาย จ ชื่อจริงเขาปกปิดไว้ อาจจะชื่อ จ่องเมี๊ยะ นายจ่วงเมย หรืออาจจะชื่อนายจำรัส จำรูญ  เป็นคนเมียนมา อายุ 29 ปี เป็นลูกน้องนาย ข ชื่อจริงไม่ทราบ รู้แต่ว่าเป็นคนเมียนมาเหมือนกัน ทั้งคู่เป็นลูกจ้างบริษัทชื่อ A อาจจะย่อมาจาก Abdominal Construction หรือ เอไอเอฟ ไฟเบอร์ อะไรสักอย่าง เขาไม่บอกก็อย่าไปรู้มันเลย มันคงเป็นความลับกระมัง 
บริษัท A ได้รับว่าจ้างจากบริษัท B อาจจะเป็น บิ๊กบราเธอร์ คอนสตรัคชั่น เขาปกปิดเอาไว้ก็อย่าไปใส่ใจมันเลย 

นายจ่องเมี๊ยะ พนักงานตำแหน่งปีนเสา อันนี้ก็เป็นตำแหน่งเดียวกันกับผมสมัยเป็นเด็กเครื่องไฟ ปีนไปติดดอกลำโพงมั่ง ติดไฟมั่ง นายจ่องเมี๊ยะ ได้รับคำสั่งจากนาย ขอ ชื่อจริงไม่รู้ ผมจะเรียกว่านายขะหมิบละกัน จะได้ไม่หงุดหงิด นายขะหมิบเขาเป็นหัวหน้าว่างั้น สั่งให้จ่องเมี๊ยะขึ้นไปเพื่อตรวจสอบสัญญานโทรคมนาคมที่อุปรกรณ์ ที่ห้อยอยู่แถวๆสายแรงต่ำนั่น ที่เห็นเป็นพวงระย้า เขาใช้เหล็กฉาก ยาว 1 เมตร ที่ปลายติดอุปกรณ์ตรวจวัดความแรงของระบบโทรคมนาคม เป็นเข็มทิศ บริเวณที่นายจ่องเมี๊ยะขึ้นไปตามรูปมันเป็นหลังคากันสาดของร้านสะดวกก็ซื้อ ไม่สะดวกก็ไม่ซื้อ ใกล้ๆกันเป็นหม้อแปลง และเหนือขึ้นไปไม่ห่างนัก เป็นสายไฟ 22 KV 

นายจ่องเมี๊ยะคงถึงคราวเคราะห์ เพราะอ่านดูปรากฏว่า ทั้งบริษัท เอและบี ล้วนแต่มีระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยแบบหาที่ตำหนิไม่เจอ ระหว่างกำลังยักแย่ยักยันจ่อเหล็กฉากติดเข็มทิศขึ้นไป มันก็ดันไปโดนสายไฟแรงสูง เสียงดังเปรี๊ยะ จ่องเมี๊ยะกระตุกไม่กี่ที ไฟแลบแปรบปร๊าบ เสียชีวิตบนหลังคา ปากประตูทางเข้าวัด สร้างความตกใจสุดขีดให้แก่นายขะหมิบหัวหน้างานที่ยืนคุมงานอยู่เบื้องล่าง 

เอาล่ะ มาวิเคาะห์กันว่า ในแง่กฏหมายความปลอดภัย ใครผิด ใครถูก ดีนะ ใกล้วัด ไม่ต้องหามไปไกล 


วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568

មិនអាចសើចបានទេ

 មិនអាចសើចបានទេ ភាសា

จะตีกันทำไม

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยก็แสนจะทุเรศทุรัง การเมืองก็วุ่นวาย ทั้งฮั๊ว สอวอ ทั้งหลวงพ่อหลงเสียงนาง ตึกถล่มยังจับมือใครดมไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว ชั้นสิบสี่ก็จ่อๆจะฟ้อง รอสอทอชอก็ตีกันหัวร้างข้างแตก ไหนจะตึกประกันสังคมราคาเกือบหมื่นล้าน แล้วก็มาเรื่องไทยเขมรตีกัน เอาเข้าไป

ไปตลาดก็เจอพ่อค้าแม่ค้าทาแป้งทะนาคา ไปโลตัส ก็เจอแม่ค้าพูดไม่ค่อยชัด เติมน้ำมันก็เจอเด็กปั๊มเขมรมั่ง พม่ามั่ง ในโรงงาน ในไซท์ก่อสร้าง เราก็พึ่งพาแรงงานจากประเทศข้างเคียง คนไทยไม่ค่อยทำกันแล้วกระมัง เดี๋ยวนี้เวลาไปสอนหลักสูตร จป.บริหารภาคภาษาอังกฤษก็จะเจอคนจีนมานั่งเรียนกันเป็นกลุ่มๆ บางทีก็มี HR เป็นล่ามพูดไทยได้ จีนได้มานั่งเรียนด้วย หนักสุดคือไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะเขาฟังภาษาอังกฤษไม่ออก ทำไงได้ เราก็พูดจีนไม่ได้ซะด้วย 

โลกมันเล็กลง คนมากขึ้น ที่อยู่ที่ยืน ที่เที่ยว ที่กิน การประกอบอาชีพมันฝีดเคือง 

สมมติว่า ไทยกับเขมรรบกันจริงๆ มีเครื่องบินวนมาทิ้งระเบิดกันตูมตาม มีรถถังออกมาวิ่งยิงกันตามสี่แยกไฟแดง อะไรจะเกิดขึ้นมั่ง 

หะแรก คงมีกฏอัยการศึก หรือไม่ก็เคอร์ฟิว ไปไหนมาไหนก็ต้องระวัง Line of Fire ยิงกันไปมาคงโดนหลังคาบ้านกูเข้าจนได้ 

เด็กๆวัยรุ่นน้อยลง คนแก่เยอะ ผู้หญิงน้อยกว่าชายสี่เท่า คราวประเทศเกิดสงคราม แก่ๆวัยใกล้เกษียณคงไม่แคล้วถูกต้อนไปวิ่งลุยกับระเบิดเพื่อช่วยรัฐบาลประหยัดงบค่าอุปกรณ์จีทีสองร้อยไปได้เยอะเชียว ถึงเวลานั้นคงฮาไม่ออก

ดีนะมีนายกเป็นผู้หญิง ไม่บ้าพลัง ถ้าเป็นสมัยท่านผู้นำทหาร ป่านนี้แกคงประกาศสงครามไปแล้ว เพราะไหนจะเครื่องบินรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ เรือดำน้งเรือดำน้ำ ที่ยังไม่มีเครื่องยนต์เพราะเยอรมันไม่ยอมขายให้ ก็คงต้องเอาเครื่องนิสสันเชียงกงใส่ไปก่อน กำลังขับดันเรือหางยาวแถวๆแม่กลองได้ ใส่ไปสองสามเครื่อง เอาไปรบกับเขมรแก้เครียดก่อน 

ถ้าเป็นสมัยก่อน เด็กๆทะเลาะกัน ผู้ใหญ่ก็จะตวาดแหว มึงจะรบกันไปทำมาย อ้ายชิบหายยยย (ภาคด้วยสำเนียงสุพรรณ) ได้อารมย์ไปอีกแบบ 

เอาหล่ะ เศรษฐกิจแบบนี้ ใครจะมานั่งฝึกอบรมความปลอดภัยกันล่ะมึง เขาแย่งปราสาทกันเหยงๆ จะมานั่งขำอะไรกันนักหนา ไป้ ไปกู้ระเบิดโน่น เซฟตี้ไม่ใช่เหรอะ  



วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

Distraction

 

Muffin



ภาพยนต์โฆษณาดีๆ ที่ดูแล้วยิ่งทำให้ต้องมาย้ำเตือนกันถึงเรื่องการใช้โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการโทรเพื่อพูดคุย การแช็ทไลน์ ส่องเฟสบุ๊ค ดูติ๊กต่อก ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดการเสียสมาธิ ในสามลักษณะ 

ทางกายภาพ ต้องเอื้อม ต้องเอี้ยวไปหยิบโทรศัพท์ บางทีก็ละมือจากพวงมาลัย ขับมือเดียว 

ต้องละสายตา เพื่อกดหมายเลข ยิ่งแช็ทไลน์ ยิ่งหนักเลย

ต้องคุย ซึ่งเป็นการเสียสมาธิแบบ Cognitive Distraction เคยสังเกตุตัวเองบ้างไหม เวลาคุยสาย ต้องออกท่าออกทาง เดินไปเดินมา เพราะสมาธิมันไปจดจ่อที่การสนทนา

ทั้งหมดนั่น ก็ใช้เวลาไปราวๆ 3 วินาที บางคนนานกว่านั้น 

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น 


เอาล่ะ ผมรู้ว่ามันเยอะไป มันน่าเบื่อ เอาแบบไม่ต้องอธิบายยาวๆ คนไทยไม่ชอบของยาว ชอบอะไรสั้นๆ เร้าใจได้อารมย์ เอาเป็นว่า การที่คุณจะขยับตีนมาเหยียบเบรก ซึ่งตา สมองและตีน มันใช้เวลา ขึ้นอยู่กับว่าความเร็วเท่าไหร่ ในคลิป อีตาพ่อกำลังรีบ เพราะอีเมียก็ส่งแช็ทไม่หยุด มัฟฟินมันหนีไปติดสาว ตาพ่อก็เหยียบไปราวๆ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนั่นก็แปลว่า รถแกจะพุ่งไปข้างหน้า = 60*0.277= 16.62 เมตรต่อวินาที แล้วแกมัวแต่แช็ทกับเมียไป 3 วินาที รถคันนั้นไม่มีคนเหยียบเบรกไป 3 วินาทีเพราะเสียสมาธิ รถจะพุ่งไป = 16.62 * 3 = 49.86 ผีน้องจัสตินเล่นบอลอยู่ในระยะไม่ถึง 20 เมตร ชนมั้ยล่ะ 

นี่ขนาดยังไม่รวมระยะเบรก ซึ่งก็คือระยะที่เมื่อรถเบรกสนั่น มันไถลต่อไปอีกก่อนจะหยุด น้องจัสตินก็ไปทางลูกบอลไปทาง

เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ในเรื่อง ระยะไม่รู้จักคิด 

สังคมบ้านเรา ไม่ชอบอะไรหนักๆ ไม่ชอบกฏและการกดขี่ แต่บางคนชอบขี่ไปกดไป อันนี้ไม่ว่ากัน ไปที่ชอบที่ชอบ 


วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

สุดแสนจะอัพเซ็ท




ตอนที่ได้ดูการแสดงโชว์จระเข้ ฉากหนึ่งที่เร้าใจมากๆ ก็คงจะอีตอนที่นักแสดง ค่อยๆ เอามือล้วงเข้าไปหยิบแบ้งค์ในปากจระเข้ และยิ่งเสียวมากๆก็อีตอนที่เขาค่อยๆเอาหัวมุดเข้าไปในปากจระเข้แล้วยิ้ม โบกมือให้ท่านผู้ชม

ความเสียวที่ว่า มันบังเกิดขึ้นก็เพราะว่า ไอ้เข้ที่นอนอ้าปากอยู่นั่นมันไม่ใช่ของปลอม ก่อนหน้านั้นมันก็งับไม้ที่นักแสดงใช้เคาะมันจนหักสะบั้นต่อหน้าต่อตา แล้วมันก็ไม่ใช่ไอ้เข้ฟันหลอ มันมีฟันเต็มปาก แค่เพียงว่าไอ้เข้ตัวนี้ เกิดนึกอยากจะหุบปากเพื่อดูดขี้ฟันที่ติดอยู่ ในจังหวะที่มือ หรือหัวของนักแสดงอยู่ในนั้น ผู้ชมนับร้อยก็คงได้เห็นภาพอันน่าสะเทือนขวัญ

แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งไว้ยังไง มันเกี่ยวสิ ถึงไม่เกี่ยว ก็จะพูดให้เกี่ยวให้จงได้

อัพเซ็ทคอนดิชั่น (Upset Conditions) เติม เอสไปตัวนึง จะได้ หมายความว่า สภาวะใดๆก็ตามที่ผิดปกติ ในแง่ของการบริหารความปลอดภัย เวลามีสภาวะแบบนี้ ถ้าเป็นโรงงานเคมี ก็ยกตัวอย่างเช่น การเกิดอุณหภูมิ ความดัน ในถัง หรือรีแอคเตอร์ผิดปกติ หรือเกิดการล้น การระบายแรงดัน แก็สรั่ว ไฟไหม้ ระเบิดเถิดเทิง แบบนี้แหละ

ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นโรงงานที่ใช้เครื่องโม่ เครื่องปั่น อัพเซ็ทคอนดิชั่นก็อาจจะยกตัวอย่างเช่น การที่มีเศษแร่ เศษวัสดุไปติดค้าง แล้วทำให้เครื่องทำงานขัดข้อง มีสิ่งของไปค้างในสายพานลำเลียง เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอะไรแบบไหน เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันอัพเซ็ทไปหมด หัวหน้างาน ก็อัพเซ็ท ผู้จัดการก็อัพเซ็ท ผู้อำนวยการ เรื่อยไป จนถึง เมียผู้จัดการ เมียน้อยผู้จัดการ ทุกคนอัพเซ็ทไปหมด ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรืออยู่ไกลเป็นหมื่นๆไมล์ พอรู้ว่าเครื่องหยุด มันอัพเซ็ทกันไปหมด และด้วยเหตุนี้แหละ สภาพจริงๆเวลาเกิดอัพเซ็ทคอนดิชั่นขึ้น ก็จะเห็นพวกกุลี กรรมกร โฟร์แมน หรือแม้แต่หัวหน้ากะ ต่างกระโจน ป่ายปีน พุ่งเข้าใส่ หมายจะแก้ไขสถานการณ์ อย่างไม่คิดชีวิต ย้ำนะ ว่า อย่างไม่คิดชีวิต ต่อให้เครื่องหมุนอยู่ มันก็จะเอานิ้ว เอามือ เอาสาระพัดอวัยวะแหย่เข้าไปเพื่อเขี่ยเศษที่ติดอยู่นั่นออก ถ้าสารเคมีรั่วอยู่ มันก็จะคว้าอะไรก็ได้ใกล้มือ ถ้าไม่มี หากจะต้องถอดกุงเกงใน เอาไปยัดไว้เพื่อหยุดการรั่วไหลมันก็เอา สภาพแบบนี้แหละ มันไม่ได้ต่างอะไรจาก นักแสดงโชว์จระเข่้ที่พูดถึงมาแต่ต้น ว่า ทำไปเพื่ออะไร ??? บางคนนิ้วขาด มือขาด หรือถูกเครื่องลากเข้าไปบดจนละเอียด บางคนถูกไฟคลอก ระเบิดแหลกเป็นเศษเนื่้อ ถามจริงๆ เพื่ออะไร ??

นั่นคือเรื่องจริงๆ โรงงานในเอเชีย เวลามันถูกออกแบบมา ระบบป้องกันมันก็ไม่ค่อยจะมี ไอ้ที่มีก็เปิดออกง่ายแสนง่าย มุดง่าย ปีนง่าย เมื่อเอามารวมกับกรรมกรที่แสนดี พร้อมพลีชีพเพื่อองค์กร จึงเห็นข่าวสยองแบบนั้นตลอดมา



ในประเทศที่เขาเจริญแล้ว ประชาชนเขาไม่อัพเซ็ทง่ายๆ คือต่อให้เครื่องติดขัด เขาก็ไม่มีทางจะกระโจนเข้าใส่ เอาชีวิตเข้าแลกแบบคนเอเชีย และต่อให้จะพยายามเป็นฮีโร่ แค่เอามือ เอาอวัวะโผล่เข้าไป ระบบก็จะตัดพลังงานอันตรายออกหมด ไม่เจ็บ ไม่เละกันง่ายๆ นอกเสียจากว่า ไปเจอพวกนักลงทุนที่มาจากประเทศนอก ที่รู้จักเอเชียดี มันไม่เอาระบบที่สมบูรณ์มา เพราะมันแพง สู้เอาตังค์มาจ้างฝ่ายกฎหมาย จ้างผู้จัดการที่ด่าเก่งๆ โหดๆดีกว่า เวลาเกิดเหตุ ไอ้พวกนี้จะคอยปกป้อง โยนความผิดให้คนที่เจ็บที่ตาย เพราะกลัวนายอัพเซ็ทว่า มันไม่ทำตามโปรซีดเยอร์

ไงล่ะมึง ถามเหมื่อที่เคยถาม เวลามึงเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อแก้ไขสภาพที่เครื่องจักรที่ออกแบบห่วยแตกมาแต่แรก เพื่อให้มันเดินได้ แล้วมึงเจ็บ มึงตาย เขาดูแลลูกเมียมึงมั๊ยล่ะ อ๋อเรอะ ยังไม่มีเมีย ไอ้ควายยยย

สอนยากสอนเย็น โคตรอัพเซ็ทเลยว่ะ เอ้า... แหย่ๆมันเข้าไป เอ้า หู้ย เล่ หู้ย อ๊ากกกกกก  

ไม่ต้องห่วง ตรุษจีนปีหน้า กูจะเผาระบบอินเตอร์ล็อกไปให้ เอิ้กๆๆๆๆ




คนงานตกรูเสาเข็ม

 


รูเสาเข็ม มันเป็นที่อับอากาศ ที่มีสภาพอันตรายที่ลูกจ้างอาจจะตกลงไปติดค้าง (Entrapment Hazards) ถูกดิน หรือน้ำทับถม ซ้ำยังมีสภาพบรรยากาศอันตราย (Hazardous Atmosphere) ที่ระดับออกซิเจนไม่พอ 

หมวด 2 มาตรการความปลอดภัย ข้อ 10  ให้นำยจ้ำงจัดให้มีสิ่งปิดกั้นที่สำมำรถป้องกันมิให้บุคคลใดเข้ำหรือตกลงไปในที่อับอำกำศ ที่มีลักษณะเป็นช่อง โพรง หลุม ถังเปิด หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ำยกัน

กฏกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. ๒๕๖๒

ชัดเจน ว่านายจ้างไม่ได้ดำเนินการตามที่กฏกระทรวงกำหนด  ถือว่านายจ้างรายนี้ละเมิดมาตรา 8 ของ พรบ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งระบุบทลงโทษไว้ตามมาตรา 53 มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 400,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ 

มิหนำซ้ำ หากพบว่านายจ้าง ไม่ดำเนินการตามมาตรา 14 ของ พรบ. ฉบับเดียวกัน ก็มีโทษปรับอีก 50,000 บาท 

และหากปรากฏว่าวานนี้นายจ้างไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 32 นายจ้างผ้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๓ มาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๓๒ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนบรรดาผู้จัดการโครการ หัวหน้าหัวนายทั้งหลายหากพบว่าละเลยไม่ดำเนินการ ก็มีสิทธิ์โดนโทษเท่าๆกับนายจ้าง ตามมาตรา 69 

งานนี้ ถ้า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานขยัน ก็จะพบข้อบกพร่องอีกหลายข้อตาม  กฎกระทรวง ๒ มีนาคม ๒๕๖๔ กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๔ อีกหลายมาตราเลยทีเดียว ทำไปทำมาก็จะผิดมาตรา 8 ตาม พรบ.ปี 2554 เข้าอีก ก็จะโดนอีกกระทง เป็นจำคุก 2 ปี ปรับ 800,000 เข้าไปแล้วนั่น 

หน้าที่ดำเนินการเอาผิดกับนายจ้าง เป็นของ พนักงานตรวจความปลอดภัย ที่ต้องสอบสวน ถ้าเขาไม่ตรวจไม่สอบ หงุมหงิมงุบงิบ หรือทำท่าขึงขังดึ๋งดั๋งสองสามวัน พอข่าวเงียบ เรื่องก็จบ หรือไม่ก็เลี่ยงไปปรับพอเป็นพิธิ ด้วยมาตรากระจอกๆ อย่าง มาตรา 13 มาตรา 16 พวกนี้ 

งานนี้ คงมะงุมมะงาหรากันตั้งแต่มาตรา 4 แบบปัดกันไปโยนกันมาว่าลูกจ้างชะตาขาดคนนี้เป็นของใคร เผลอๆ เขาก็ตายเปล่า ตามกฏหมายคุ้มครองแรงงาน กฏหมายกองทุนเงินทดแทนและอื่นๆ จับอะไรดมไม่ได้ 

เศร้าใจ เสียใจ สลดใจ กับมาตรฐานความปลอดภัยในบ้านเรา คุณว่ามั้ย (ที่ยกมาตรานั้นมาตรานี้มา ผมรับประกันได้พวกคุณไม่เข้าใจหรอก  ยังดีใจอยู่บ้างที่เราได้ผู้ว่า กทม.ดี ท่านไม่ละเลย 

ส่วนกระทรวงแรงงาน ผมว่าท่านหงุมหงิมมาตลอดตั้งแต่ เหตุซ้ำๆบนพระรามสอง มาถึงตึกถล่มของ สตง.ท่านสงวนท่าทีเกินไปทั้งๆที่เป็นพระเอกได้ แต่ไม่ทำ 


วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

วัดเส้าหลิน ถึงวัดไร่ขิง

 

แฟนพันธุ์แท้วัดไร่ขิงคงบ่นกันระงม

ใครที่ตามข่าวทิดแย้มกับโยมสาวหมวย สวยอึ๋ม (คำนี้ผมเอามาจากคำสัมภาษณ์ของอดีตศิษย์วัดท่านหนึ่ง) คงอิดหนาระอาใจ นึกไม่ถึงว่า สมภารที่ธาตุไฟแตก จะกลายจากจอมยุทธุ์ผู้เข้มขลัง มีพลังภายในชนิดที่แค่ปล่อยลมออกมาจากนิ้ว ใบไม้ย่อมสั่นไหวปลิดปลิว ไม่ถึงกับต้องระบายลมปรานออกมาดังป๊าด เหล่ามารร้ายก็ด่าวดิ้น 

แต่ด้วยเหตุอันใดที่ยังไม่ทราบได้ ทำให้กลายเป็นมาร บิดเบือนคำสอน เรื่องอนัตตา การเกิดขึ้นตั้งอยู่และแตกดับ กลายเป็น เปิดขึ้น ตั้งโด่ และดับไฟ จากครั้งแรก เป็นครั้งที่สองสามสี่ ถี่ขึ้นเรื่อยๆ จากไม่กี่สิบล้าน กลายเป็น เจ็ดแปดร้อยล้าน 

ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นที่วัดเส้าหลิน ผู้นั้นคงถูกเอาไปขังในแชมเบอร์ที่สามสิบแปด ให้นั่งกำหนดสมาธิควบคุมความพลุ่งพล่าน ท่ามกลางเครื่องกลที่กระทุ้งเข้าใส่ทั้งข้างบน ข้างล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง หากวิทยายุทธ์ที่เคยมีมันหยดแย้มไปเสียสิ้นเนื่องจากกิเลสทั้งปวง เมื่อนั้นทิดแย้มคงไม่สามารถจะออกจากช่องที่สามสิบแปดมาได้ 

แต่ถ้าบาปเคราะห์หนนี้ เป็นเพียงแค่ถูกนางมารสบู่นกแก้วปล่อยพิษผ่านไลน์โดยที่พี่ทิดมัวแต่ตะลึงงันกับเสียงน้ำไหลรินๆ และนางมารสาวทำเสียงกระเส่า แย้มขา แย้มขา พี่ทิดคงไม่พ้นต้องพิษเข้าเส้นเลือด 

การสอบเค้นทรมานจากสำนักเส้าหลิน คงเป็นเพียงแค่การซักฟอกเอาคราบฉาวออกไป ไม่นานพลังยุทธ์ก็จะคืนมา ไอ้ที่เคยตั้งโด่แล้วดับไฟก็จะกลับมาเข้าร่องเข้ารอย 

อมิตาพุด อายีด่าฝัก อายีด่าฝัก 

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เรื่องลับของพี่ทิด



ข่าวตึกถล่มหายสนิทเมื่อข่าวพี่ทิดติดหน้าหนึ่งทุกสำนัก 

ผมเกิดและโตที่บ้านนอก ละแวกบ้านมีทิดอยู่หลายคน ที่เคารพนับถือกัน ทิดบัด ทิดนอ ทิดทม ทิดมาย คนหลังนี่ เป็นพ่อผมเอง 

สมัยก่อน คนที่บวชเรียนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่บวชแค่ห้าวันเจ็ดวัน แต่เขาอยู่กันเป็นพรรษา บางคนก็หลายพรรษา พอสึกออกมา เขาก็เรียกว่า ทิด เป็นคำนำหน้าที่บ่งบอกถึงความชื่นชมและนับถือในภูมิ 

เดี๋ยวนี้ ทิด เป็นคำเรียก ในทำนองว่าคนเคยบวช แต่ถูกสึกด้วยเรื่องบัดสีบัดเถลิง มั่วสีกา ปั่นบาคารา เสพยา อัดถั่วดำเด็กวัด สาระพัดแต่เรื่องฉาวโฉ่ คำว่าทิดเลยออกไปในแนวเสียดสีซะมากกว่า 

ผมเองก็เคยบวชแว่บๆ บวชแค่ไม่กี่วัน เพราะต้องกลับไปเรียน ถ้าพ่อแม่จะเกาะผ้าเหลือง ก็คงไม่ถึงป้าย ต้องต่อรถเมล์ ลงรถไฟฟ้า อีกสองต่อแหละ พอสึกออกมา พวกลุงป้าน้าอาที่บ้านนอกเขาก็ยังเรียกยังทักว่า ไอ้ทิด 

เป็นพระนี่มันไม่ง่าย สบงใหม่นี่มันแข็ง เวลานุ่ง เดินบิณฑบาตร ถูไปมากับพ่อนาคน้อย มันเจ็บเอาเรื่องเลย รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ เวลาเดินบนถนนกรวด ดินลูกรัง บางทีเจอหนามโคกกระสุน แถบเหยาะแถบย้อยเลยโยม 

บวชใหม่ๆ ข้าวเย็นไม่ได้กิน เดินบิณฑบาตรท้องร้องจ๊ากๆ หลายกิโลกว่าจะกลับถึงวัด ยังจำได้ว่าหลวงพ่อบก กับหลวงพี่บัติ สองคนนี่เขาเขม่นกันมาตลอด พอกลับถึงวัด หลวงพ่อบกถึงก่อนก็ลงมือฉัน หลวงพี่บัติมาทีหลังฉันไปได้ไม่กี่คำ หลวงพ่อบกก็ขึ้น ยะถาวารีวะหา เท่านั้นแหละพราะที่กำลังฉันต้องทิ้งช้อน หยุดกิน ทั้งสองพระถลกเขมรปรี่ใส่กัน วงแตกสิครับ กิเลสล้วนๆ

บวชใหม่ๆ ยังฟุ้งซ่าน กลัวผี ตื่นตีห้า ลงไปกรวดน้ำใต้ต้นไม้ มีเสียงพรึบบนหัว แทบทิ้งที่กรวดน้ำเลย คิดว่าผีหลอก ที่ไหนได้ ไก่มันกำลังจะลงไปหากิน 

เป็นพระนี่ ถ้ายังไม่บรรลุ ผมว่า มันหลุดง่ายๆเลย ยิ่งสีกามาอาบน้ำโชว์ ทิดแย้มก็ทิดแย้มเหอะ โยมเอ๊ย ยุบหนอ พองหนอ พักเดียวมันพองแล้วไม่ยอมยุบง่ายๆ ผมว่าทิดแกไม่ได้ปั่นบาคาร่าอย่างเดียว คงเผลอปั่นอย่างอื่นด้วยแหละ  โลภ โกรธ หลง ตัวท้ายนี่ ถ้าคุมไม่อยู่ หลวงพ่อ หลวงน้า หลวงอา หลวงพี่ กลายเป็นทิดโดยไม่ได้ตั้งใจง่ายๆเลยเชียว 




วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เสื่อมซ้ำซาก

 โบราณว่า สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง  กับ รำไม่ดี โทษปี่ โทษกลอง 

 เครดิต การ์ตูนสวยๆจาก คลิกที่นี่

สองแบบนั่น ถ้าเป็นเรื่องเซฟตี้ จะเข้าทำนอง Non-Conformance จะซีเรียสหรือเล็กน้อยหยุมหยิม สะสมไปเรื่อยๆ ความฉิบหายก็จะมาเยือน อย่างสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในตอนนี้ งามหน้าไหมละ

ต้นเหตุตึก สตง.ถล่มก็คงต้องรอผลการสอบและอิทธิฤทธิ์ของแรงเสือก แปลว่าอะไร อ้าว ก็โดยส่วนใหญ่ พวกที่จัดว่าเป็น Principal Witnesses เติมเอสเพราะมีหลายคน พวกนี้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้เท่าไหร่ เสียเท่าไหร่ ไม่รู้ ใครจะบอกตรงๆ พวกนี้ก็ต้องรำไปด้วย หันไปโทษปี่ โทษกลอง โทษฮวงจุ้ย โทษกรรมกร โทษสาระพัดไปเรื่อย บางคนก็มีอิทธิฤทธิ์สามารถสอดเสือกแก้ไขข้อเท็จให้เป็นข้อจริง แก้ข้อจริงให้เป็นข้อเท็จ บางคนก็เส้นใหญ่กว่าเหล็กข้ออ้อยซะอีก ไอ้ที่มั่วๆกันมาจะเล็กจะน้อย ก็จะค่อยๆโผล่ เรื่องเซฟตี้นี่มันลึกลับซับซ้อน ทั้งปี 365 จะเห็นคนใหญ่คนโตพูดถึงเซฟตี้ก็มีแค่สองวัน คือวันที่มีอุบัติเหตุ กับวันสิ้นเดือนเพราะต้องเอาตัวเลขส่งไปรายงานคนที่ใหญ่กว่า นอกนั้น ไม่มี จะมีซักคนมั้ยที่จะพูดว่า เออนี่นะ เราประสบความสำเร็จ แก้ไขเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ปลอดภัยขึ้น ไม่มี

จะซื้อของอะไรที่เกี่ยวกับเซฟตี้ ก็ต้องเอาถูกๆไว้ก่อน เอาแค่ให้ได้ตามกฏหมาย อย่างอบรมความปลอดภัย ถ้าจะต้องจ้างบริษัทอบรม ก็เอาแบบถูกๆไว้ก่อน ถ้าได้เซอร์โดยไม่ต้องเข้าอบรมเลยยิ่งเจ๋ง แบบนี้มีเยอะ

ความบกพร่องเล็กๆ อย่างเช่น พาลเล็ทที่ไม้แตกหัก แอ่นระแน ตะปูหลุดๆลุ่ย ถุงบิ๊กแบ๊ก หูขาด ซอฟท์สลิงเปื่อยๆ ตู้ไฟที่ไม่มีเลเบล โอยอะไรสาระพัดร้อยแปด พวกนี้มันคือความเสื่อมโทรม ไม่ใช่แค่สิ่งของ มันเสื่อมไปถึงใจผู้บนริหารเลยเทียว พอเซฟตี้บอกก็หงุดหงิด แหวขึ้นมา อะไร เราอยู่กันมาสามสิบปีไม่เห็นมีปัญหา พอษมนเข้ามาเจอแต่เรื่อง อ้าว อีหอกนี่ 

มีอีดอกคนหนึ่ง ตบโต๊ะใส่ผม ระหว่างที่กำลังประชุม เพราะผมเข้ามาได้ไม่กี่วัน มีเหตุเย็บไปสองราย รายแรกแปดเข็ม รายที่สอง 18 เข็ม ห่างกันแค่วันเดียว พยาบาลก็พยายามจะขอรายงานว่าเป็นเคสแค่ปฐมพยาบาล อ้างว่าเธอนี่แหละเย็บ ไม่ใช่หมอเป็นคนเย็บ ตลกดี พอเอามารายงานข้างบนตอนประชุมผู้บริหาร อีดอกตบโต๊ะใส่ หาว่าทำตัวเป็นครูบาอาจารย์ เราไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย ต๊ายยยยยอีดอกกกก

เซฟตี้มันเหมือนการสร้างปราสาท ถ้าฐานมันผุ มันก็ถล่ม เพราะฉะนั้น ก่อนจะแหล กลบเกลื่อนว่าไม่เคยมี NC มาก่อน ก็ดูคดี สตง.ไว้เป็นตัวอย่าง จะแดกก็อย่ามูมมาม เข้าใจมั้ย 

คราวหน้าจะหาต้นตอคำว่าอีดอกมาเล่าให้ฟัง 

มีอะไรก็คอมเมนท์กันมั่ง อย่าอ่านอย่างเดียว ขอร้อง   

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568

อันตรายของเหี้ย

 


คนไทยด่าคนจัญไรว่า ไอ้เหี้ย อีเหี้ย 

ถ้าเป็นคนสุพรรณบ้านผมก็จะต้องลากเสียงยาววววว ตามความเจ็บแค้น ยิ่งยาว ไอ้คนนั้นมันต้องเหี้ยหนักมากกกกกก
บ้านผมไม่ใกล้คลองใกล้แม่น้ำ แถมยังกันดารแร้นแค้น เลยไม่ค่อยเจอเหี้ยตัวจริงเป็นๆ แต่คนเหี้ยๆนี่เจอบ่อยเลย ยิ่งพอมาทำงาน โอย เหี้ยเยอะมากกกกกก บางคนหน้าตาดี สวย แต่จิตใจเหี้ยแท้ 

เดือนก่อน เราเกิดไอเดียจะหาไก่มาเลี้ยง นัยว่าเป็นงานอดิเรกและได้ไข่มากินในครอบครัว ไปซื้อลูกเจี๊ยบมาสี่ตัว ตั้งชื่อให้ว่า กู เด ตา มา ตามหนังการ์ตูนในเน็ทฟลิกซ์ 
อุตส่าห์ซื้อไม้ ซื้อหลังคาใสๆ ซื้อตาข่ายมาทำกรง กลัว กูเดตามาจะอึดอัด กรงเบ้อเริ่ม ตามทักษะด้านช่างไม้ที่มีอยู่น้อยนิด กรงที่ทำเสร็จ ห่างไกลจากจินตนาการ ตาข่ายที่ติดไว้ เอาเข้าจริงๆ มันกันอะไรแทบจะไม่ได้ เอาวะ อยู่ๆไปก่อน ใช้ๆไปก่อน คำนี้เหี้ยในที่ทำงานชอบพูดดดดด เพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ไขอะไรให้ปลอดภัย ใช่เลย รู้ทั้งรู้ว่าไม่ปลอดภัย แต่ทำไงได้ กูเหนื่อยจนลมจับ เอาแค่นั้นก่อน 

และแล้ว เช้าวันหนึ่ง หลังจากที่ กูเดตามา ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ ราคา สองพันล้าน มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันสมถานะ  คืนนั้นผมได้ยินเสียงลูกเจี๊ยบร้อง คล้ายๆว่าจะมีอะไรอันตราย แต่ผมกำลังหลับๆตื่นๆ พวกมันคงไม่ชินกั้บตึกใหม่ ไม่เป็นไรหรอก คิดอย่างที่พวกเหี้ยๆชอบคิดดดดด เวลาที่เห็นคนงานกำลังมีอันตราย 

กู หายตัวไปอย่างลึกลับ  

ทิ้งความสะพรึงไว้เบื้องหลัง มันต้องมีอะไร เข้าไปในกรง ผู้ต้องหาคนแรก น่าจะเป็นแมวจรจัดที่ตุหรัดตุเหร่อยู่แถวนั้น หรือไม่ก็อาจจะเป็นงู ข้อนี้เป็นการสันนิษฐานแบบข้างๆคูๆว่ากรงที่กูทำนี่ราคาสองพันล้าน คงไม่ถล่มง่ายๆ แม้ฮวงจุ้ยจะไม่ค่อดีนัก แมวน่าจะเข้าได้แต่ออกยาก ที่สำคัญถ้าเป็นแมว ก็น่าจะทิ้งร่องรอยอย่างขนไก่หล่นกระจายไว้ให้เห็น ต้องเป็นงูแน่ๆ มันอาจจะได้กลิ่นไก่ เพราะกรงตั้งอยู่บนฝาท่อระบายน้ำ ฮวงจุ้ยไม่ดี มันคงได้กลิ่นแล้วขึ้นมางาบกู แล้วอนตรธานหายไป โดยไม่มีร่องรอย ในอินเตอร์เน็ทก็แนะว่าน่าจะเป็นงู 

จากนั้น ไก่เหลือสามตัว ในใจก็ปลงๆว่า ชีวิตไก่น้อย ช่างสั้นนัก เข้าไปในตึกราคาสองพันล้านได้ไม่กี่วัน โถ อนิจา เหี้ยก็แบบนี้แหละ คิดได้เวลามีคนตาย 

จัดการอุดรู เสริมตาข่าย เรื่องถูกส่งให้ดีไอเอส -Do It Stupidly ไปสอบสวนกันต่อ 

แล้วเช้าวันต่อมา ก็ต้องทะลึ่งลงจากเตียง เพราะมีเหี้ยน้อย เข้าไปอยู่ในกรงไก่ มันกำลังตกใจ ตาลีตาเหลือก หาทางออก ไอ้เหี้ยเอ๋ย เข้าทางไหน เสือกไม่จำ แต่เหี้ยก็คือเหี้ย มันหาทางออกเจอ เพราะงบประมาณที่ทุ่มลงไปเสริมความแข็งแรงหนนี้ ยังไม่มากพอ เหี้ยตะกายออกทางรูโหว่ มันกระโจนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก่อนไปมันหันมามอง ราวกับจะบอกว่า เค้าไม่ผิดนะ เค้าบริสุทธ์ ไอ้เหี้ยยยยย

เอาล่ะ มาดูคุณสมบัติของเหี้ย

ข้อแรก พวกมันจะคิดเสมอว่ามันฉลาด เก่ง ดี และบริสุทธ์ ไม่มีใครสุจริตเท่ากูแล้ว ในประเทศนี้
ข้อสอง พวกมันเจ้าเล่ห์ 
ข้อสาม เวลาพวกมันลงมือ หาใครจับได้ไล่มันทัน มันไวและเหี้ยมาก 
ข้อสี่ มันกินไม่เลือกและกินไม่เหลือ
ข้อห้า มันไม่กระโตกกระตาก มันเงียบมาก 
ข้อห้ามันมีทางหนีทีไล่ 

ในทุกวงการ ถ้ามีเหี้ยสักตัวสองตัว หลุดเข้าไป ความบรรลัยจะมาเยือน ยิ่งถ้าเหี้ยรวมฝูง มีนายๆใหญ่ๆคุ้มกะบาล พวกมันจะอันตรายมากเลย จริงไม่จริง 

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568

ตีความตีคน

ทุจริต ภัย

หมายถึง ภัยที่เกิดจาก คน ประพฤติชั่ว ประพฤติไม่ดี ไม่ซื่อตรง โกง คดโกง ฉ้อโกง โดยใช้อุบายหรือเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ. 



การลงนามอนุมัติให้มีการต่อเติมอาคารโดยไม่ได้มาตรฐาน จนเป็นเหตุให้เกิดการถล่มขึ้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ การทุจริต 

ทุจริต เมื่อเอามารวมกับคำว่า ภัย ก็น่าจะอ่านได้ว่า ทุ จะ หริด ตะ ภัย กระมัง คำแปลก็น่าจะหมายถึงภัยที่เกิดหรือเป็นผลจากการกระทำทุจริต 

สมัยผมเริ่มทำงานที่โรงไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นไปเป็นฝรั่ง ก็ได้พบ ได้เจอ กับภัยที่เกิดจากคนทุจริตหลายกรรม หลายวาระ 

ครั้งแรก ก็เริ่มจากขอให้นำเรื่องการขอซื้อรถดับเพลิงสามคัน เข้าไปให้ฝรั่งเซ็น โดยเสนอส่วนแบ่งให้ สิบเปอร์เซ็น ครั้งนั้นผมก็ปฎิเสธไปพร้อมกับให้เหตุผมว่า ไม่สมควรต้องซื้อรถดับเพลิง เพราะความเสี่ยงจากการเกิดอัคคีภัยของโรงไฟฟ้าแบบโคเจนเนอเรชั่น มันไม่ได้มีอะไรมากมายถึงขั้นต้องประจำการรถดับเพลิง และที่สำคัญ ที่โรงไฟฟ้าตั้งอยู่นั้นก็อยู่ในพื้นที่ของโรงโอเลฟิน ซึ่งมีรถดับเพลิงจอดประจำการอยู่สามสี่คัน เขาคงไม่ปล่อยให้เราไหม้ 

ครั้งที่สอง ขอสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ทั้งๆที่มีโรงบำบัดน้ำเสียที่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้วแต่ไม่ยอมเดินระบบ แต่กลับมาสร้างช่องกักกันน้ำ แบบฝายน้ำล้นซึ่งไม่ได้ช่วยอะไร เสวยงบกับไปอีกเก้าล้านกว่า 

ครั้งที่สาม แอบเอาขี้เถ้าไปทิ้งในหลุมลูกรังเก่าหลังตลาดมาบตาพุด งานนี้ผมไม่สามารถรับได้ แจ้งตำรวจและกรมโรงงานไปตามจับ มีการข่มขู่เอาชีวิตกันเลย เป็นภัยจากคนทุจริตอีกสไตล์

ครั้งที่สี่ แอบปล่อยน้ำที่ไม่บำบัดจากการล้างระบบ (Flush Lines) และน้ำจากกองถ่านหินลงทะเล โดยได้รับความเห็นชอบจากข้าราชการ ครั้งนี้ ผมอาละวาดถามหาผู้อนุมัติ แต่ไม่มีใครรับ 

ครั้งที่หก ตรวจสภาพแวดล้อม ทางทะเลอย่างเดียวใช้เงิน 13 ล้านบาท ผมไม่ยอมเพราะเห็นว่าไม่คุ้มและไม่โปร่งใส จึงเปิดประมูล ได้ผู้รับจ้างไปทำงานตรวจสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ และทุกเฟสของโรงไฟฟ้าในเวลานั้น จาก 13 ล้าน ใช้งบไป 8 ล้าน ประหยัดไปสี่ล้าน งานนี้ผู้ใหญ่กริ้วหนัก เพราะไปขัดประโยชน์ภรรยาของท่านเข้าซึ่งปกติ ท่านจะรับไปเหนาะๆ 13 ล้านทุกๆปี เฮ้อ ขอให้ท่านไปสู่สุคตินะครับ ผมจะถวายน้ำทะเลไปให้กิน 

หลังจากนั้นก็ถูกเลิกจ้าง โดยนายจ้างระบุว่า 

ข้อแรก ไม่สนองนโยบายผู้บริหาร 
ข้อสอง ไม่มีผลงาน
ข้อสาม มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร
ข้อสี่ มีปัญหาเรื่องทัศนคติ ข้อสุดท้ายนี่ผมยอมรับ ว่ามีทัศนคติที่ผูกใจเจ็บกับทุกคนที่ทำกับผมไว้ ยากที่จะลืมและอโหสิให้ 

ทุจริตภัย มีอยู่ทุกวงการ แต่ถ้ามาอยู่ในวงการเซฟตี้ มันไม่ใช่แค่เกิดอุบัติเหตุ แต่มันยังทำลายสิ่งแวดล้อม แถมขู่ฆ่าเอาชีวิตกันเลยเชียว 

ภัยแบบนี้ ประกันสังคมไม่ครอบคลุม กองทุนเงินทดแทนไม่จ่ายนะจะบอกให้ 


เสียงฮาจากวงเหล้า

  เวลานั่งฟังคนเถียงกันในวงเหล้านี่มันก็ครึกครื้นไปอีกแบบ และจะยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นไปอีกถ้าเขาเป็นคอเหล้าที่เมาด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีกา...