วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ตอนหักไม่มีช้าตอนมาขอเงินตกงานท่ามากเกิ้น

 


ทั้งชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างมาตลอด ตกงานครั้งแรกประมาณปี 2002 นึกขึ้นมาได้ก็ขับรถมุ่งหน้าไประยอง ตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่อยู่รวมๆกันกับศูนย์ราชการ คนเพียบเลยตอนนั้น ยืนเงอะงะอยู่หน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่ที่นั่งเรียงรายกัน มีสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่ก็เยอะ คนตกงานก็แน่นไปหมด 

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักมาจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง 

"มารายงานตัวกรณีว่างานครับ" ตอบไปตามที่เข้าใจ เพราะเป็นคนที่จ่ายเงิน อ้อไม่ใช่สิ ถูกหักเงินประกันสังคมเดือนละ 750 ทุกเดือน ปีหนึ่งก็ 9000 ถ้าเอาไปซื้อประกันก็จะได้แบบดีๆเลยเชียว 

"กรอกแบบฟอร์มก่อนนะค๊า" เขายื่นฟอร์มให้กรอก ผมหยิบมาดู ว่าฟอร์มอะไร มันคือแบบฟอร์มแสดงความจำนงค์เข้ารับการฝึกอาชีพระหว่างตกงาน ไล่ดูไป ไม่มีอาชีพในฝันที่เราถนัดเลย 

ช่างเสริมสวย ช่างตัดผม เพาะเห็ด ทำขนม ไม่ถนัดเลย ไล่ไปเรื่อยจนจบ เอาวะ อันนี้แหละ ขืนไม่ติ๊ก ไปโต๊ะถัดไปไม่ได้ อ่ะ นวดแผนโบราญ เผื่อเมื่อยๆขึ้นมาจะได้ช่วยตัวเองได้ ส่งฟอร์มให้ 

"มาทำอะไรครับ" เจ้าหน้าที่โต๊ะถัดไปเรียก 

"มายื่นเรื่องกรณีว่างานครับ" ส่งเอกสาร หนังสือเลิกจ้าง ต่างๆให้ เขารับไปอ่าน 

"เอ่อ คุณสุมนต์ครับ คุณมาช้ากว่ากำหนด คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้วครับ" 

ผมเหวอไป ตอนนั้นเริ่มโกรธ

"ตอนพวกคุณหักเงินผม ตรงเวลา ไม่เคยช้าสักเดือน ผมจะมาใช้สิทธิ์มั่ง มีงี้ด้วยเหรอ" ผมเริ่มเสียงดัง คนหันมามองกัน

"ขอโทษจริงๆครับ มันเป็นระเบียบ" 

ผมนึกในใจ แม่งเอ้ย กูผิดเองที่ไม่รู้ระเบียบของพวกมึง

ปี 2019 ตกงานอีกรอบ หลังจากเก็บข้าวเก็บของ ก็ขับรถตรงไปสำนักงานประกันสังคมที่อยู่กระทรวงแรงงานตรงดินแดง ห่างออฟฟิศไปแค่สิบนาที

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักคุ้นๆ 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ 

"กดบัตรคิวก่อนนะค๊า" หันไปรอบๆ มีกูคนเดียวต้องกดด้วยเรอะ เอากดก็กด บัตรคิวออกมาพร้อมกับเสียงคอมพ์อ่าน หมายเลข 

"มาทำอะไรค๊า" ถามอีกแล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปแล้ว อ่ะสงสัยว่าจะเป็นขั้นตอนการบริการของเขา 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ

"คุณน้องตกงานเมื่อไหร่ค๊า" เจ๊ถามอย่างใจดี

"เมื่อกี๊" ผมตอบ 

เจ๊หน้าตาตื่น เลิกคิ้วปลอมที่ดูเหมือนเขียนด้วยปากกาเมจิกขึ้น "ไหนพี่ขอดูเอกสาร" ผมหยิบเอกสารออกจากซอง ตอนเซ็นที่โต๊ะฝ่ายบุคคลไม่ได้อ่าน เซ็นอย่างเดียว 

เจ๊หยิบไปอ่าน 

"คุณน้อง ลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง"

"ถูกเลิกจ้างครับ" 

"แต่หัวจดหมายนี่มันเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างยุติการจ้างงานนี่คะ" 

ผมหยิบมาอ่าน จริงๆด้วย ในเอกสารระบุว่าลูกจ้างจะไม่ใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมายสาระพัด กฏหมายแรงงาน ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการนู่น ลายเซ็นเราหราเลย ตอนเซ็นกูไม่อ่านเพราะถือว่าเป็นลูกจ้างมืออาชีพ 

"ผมถูกเลิกจ้าง ไม่ได้ลาออกเอง" ผมเริ่มเสียงดัง 

"ลาออกเองกับถูกเลิกจ้างต่างกันยังไงกับเงินชดเชยกรณีว่างงาน" ถามแบบลูกจ้างโง่ๆเลย โง่ที่เซ็นโดยไม่อ่าน โง่ที่ไม่เคยอ่านกฏระเบียบพวกนั้น 

"ลาออกเองก็ได้ค่าชดเชยสามครั้ง เลิกจ้างได้หกครั้ง" เจ๊อธิบายง่ายๆ ผมเถียงหัวชนฝาว่าไม่ได้ลาออกเอง จนแกระอา 

"อ่ะ ทำใบนัดรายงานตัวให้ หกครั้ง บ้านคุณอยู่แถวไหน ไม่ต้องมานี่ก็ได้ "  ผมบอกแกไปว่าอยู่แถวรามอินทรา แกแนะนำให้ไปที่ตึกไอทีแสควร์ แถวๆหลักสี่ 

วันนัดแรกวันที่ 10 เมษายน อีกไม่กี่วันหยุดยาวสงกรานต์ พลาดนัด กูอดอีก วันที่ 9 เมษายน ผมขับรถไปที่ตึกนั่น มันเป็นสำนักงานปนๆกันคล้ายที่ระยอง คนเพียบล้นออกมาหน้าห้อง

คิวก่อนหน้าเป็นป้าอายุมากกว่าผม กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรงจุดรับบัตรคิวตะคอกจนแกหงอไปหมด 

ถึงคิวผม ก็ยื่นบัตรนัด ส่งไปให้ เขาหยิบไปดู เงยหน้าขึ้นถามผมอย่างเย็นชา 

"เขานัดวันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 10" ผมตอบ ตอนนั้นองค์เริ่มจะประทับแล้ว

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" มันตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่"

ผมจ้องหน้ามัน "มีอะไรรึ" ผมถามอย่างข้องใจ

มันหยิบใบนัด พร้อมด้วยปากกาไฮไลท์สีชมพูขีดไปบนวันที่นัด วันที่ 10เมษายน ขีดซ้ำๆ แล้วถามว่า เขานัดวันไหนก็ต้องมาตรงวันนัด 

ผมชี้ให้ดูหมายเหตุ การมารายงานตัวก่อนนัด 7 วัน หลังนัด 7 วันให้ถือว่ามาตามนัด 

มันเถียง ตอนนี้เขาเปลี่ยนระเบียบแล้ว 

องค์ประทับ ผมมองหน้า ตะคอกถาม 

"ไหน เอาระบียบที่มึงว่านั่นมาดู เอามา" ผมตะคอกเสียงดัง .ไอ้ เ ี้ย เวลาเก็บเงินกูเร็วนักนะมึง เวลากูจะมาใช้สิทธิ์แ ่งเรื่องมาก ไอ้พวกข้าราชการขี้ครอก" ผมด่าแล้วหันปากลำโพงไปรอบห้อง ไอ้ควายนั่นมือสั่น มันกดบัตรคิวให้ ผมหยุดด่า

เดินไปนั่งรอหน้าโต๊ะ คอมพ์ว่าง ไม่มีคน สักพักใหญ่ อีดอกคนนึงเดินกลับมา ดูดชาไข่มุกอย่างเมามัน หันไปคุยกับคนอื่นข้างหลังเรื่องละคร แล้วหันมาประจันหน้ากับผม

ผมส่งบัตรคิว พร้อมใบนัดให้

"เขานัดวันที่เท่าไหร่'

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 9"

"เขานัดวันที่เท่าไหร่"

อีดอกเมื่อกี๊กูจัดไปอัลบั้มหนึ่งแล้ว 

องค์ลงอีกรอบ ผมเริ่มด่า เหมือนที่ด่าไอ้ควายคนแรก หันปากลำโพงไปรอบๆ เสียงดังกว่าเดิม ทั้งสำนักงานเงียบ มีแต่เสียงผมด่า 

อีดอกนั่นมือสั่น ระล่ำระลัก "ระบบมันเสีย ถ้าไม่มาตรงวันนัด ไม่ได้เงินก็อย่ามาว่ากัน" 

ไม่เคยได้เงินสักสลึงจนถึงปัจจุบัน 

ประกันสังคังเอ้ย เฮงซวยนักนะพวกนึง คนที่เขามาใช้บริการ เขามาเอาเงินเขาคืน จำใส่กะโหลกไว้นะพวกมึง

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องปากท้อง

 


เราจะเลือกพรรคไหนกันดีหนอ    ที่จะพอทำงานกันขันแข็ง
เลือกพรรคส้มก็นิยมพรรคสีแดง    สีน้ำเงินเขาว่าแรงกันชงชา
พรรคสีฟ้าหน้าคุ้นคุ้นกระสุนตก    เคยไปโบกปรี๊ดๆกรี๊ดเป็นบ้า
พรรคสีเขียวเขาว่าแป้งแรงกว่ายา    หรือจะเลือกพรรคป๊าเขาคนตรง
พรรคไอ้นู่นพรรคไอ้นี่ดีไปหมด    เขาจะปลดเขาจะปรับยกขะโหยง
แต่ละพรรคช่างแสนดีไม่มีโกง    ไม่มีโยงทุนเทาหรือทุนเทียม
มีแต่คนอยากทำงานให้บ้านช่อง    จะรับใช้พี่น้องไม่มีเขียม
ทั้งใจถึงพึ่งได้ไม่ต้องเจียม    ทั้งหน้าแหลมหน้าเหลี่ยมและหน้าลิง



วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

น้ำท่วมปาก

 


น้ำท่วมปากของจริง

ปีนี้น้ำมาก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ท่วมมิดปาก พูดก็ไม่ได้ น้ำไหลเข้าปากเข้าจมูก สำลักน้ำตายพอดี เพราะฉะนั้น อยู่กันเงียบๆไว้ เอาชีวิตรอดก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง

บางคนยกมือท่วมหัว สาธุ ที่รอดมาได้เนี่ย ถ้าไม่ใช่อิทธิฤทธิ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลูกช้างคงต้องไปลอยน้ำตัวแข็งทื่อให้เขาเอาเชือกมาลากขึ้นจากน้ำไปซะแล้ว เดชะบุญแท้ๆเลย ไหว้พระเสร็จก็ด่าไอ้แป้นไปชุดหนึ่ง ต่อด้วยไอ้หนูอีกชุดหนึ่ง ไอ้สองตัวนี่เป็นเด็กในซอย ชอบพูดล้อนายกยิ่งลักษณ์ว่า เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วทำท่าซอยตูดยิกๆ ล้อเลียนเขา ไงล่ะมึง ตอนนี้หน้าเหลือสองนิ้ว ได้นิ้วกลางไปคนละนิ้ว รวมๆได้สองนิ้ว

น้ำเริ่มลดแล้ว ทางเหนือเริ่มหนาว เจ้าพระยาน้ำไม่เอ่อตลิ่ง แถวๆบางบาล ป่าโมก ตามถนนแห้งแล้ว ส่วนทางใต้เริ่มท่วม นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนเด็กๆ ก็จะเข้าใจว่าน้ำไหลจากเหนือลงมาภาคกลาง แล้วทะลุไปลงภาคใต้ 

น้ำท่วม เพราะน้ำมันมาแล้วไม่ไหลไปไหน มันก็ท่วม ส่วนคำถามว่าน้ำมันมาจากไหน ก็ไปถามพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายายดูว่าน้ำมันมาจากไหน 

น้ำไม่ไหลไปต่อ อันนี้ ต้องไปถาม ดอกเตอร์ บ้านเราเยอะเลย เดินหัวโขกกันตาย ไปตามห้างเผลอๆไปเหยียบตีนดอกเตอร์เข้าให้ เข้าตำรา เขย่งยังเหยียบ

การวางผังเมือง ระบบระบายน้ำ ระบบเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ โอยสาระพัดระบบเลย ไม่เวิร์คซักอย่าง เห็นจะมีดีก็แต่ระบบผัดข้าวโชว์ ระบบโยนถุงยังชีพ นี่เห็นในข่าวโยนจากเฮลิคอปเตอร์ บ้านที่ว่าจะพังมิพังแหล่เจอถุงยังชีพเข้าไป พังเรย 

มันบ่นใครไม่ได้หรอก เราทำตัวเอง เราทำให้ระบบมันเละ เราคนเฮงซวยมาบริหารประเทศ เรากาบัตรเลือกมันเข้าไปเอง จะไปด่า ไอ้แป้น ไอ้หนู ก็ด่าไม่ได้เต็มปาก น้ำสูงจะท่วมจมูก ขืนด่า จมน้ำตายพอดี แฮ่

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

ฮูเร่ วังกา ขอเชิญท่านมานั่งชมลิเก

 


เห่ สะลัม มานา ละลาล่ะหล่า ลาล้า หล่าลา ละลาละหล่า 

ตุ้มปะ ต่มป๊ะ ตุ่มเปง 

เมืองไทยวันนี้เละเป็นขี้แช่น้ำ การเมืองก็เน่าสนิทชนิดที่ว่าจะหาทางออกแทบไม่เจอ ต้นปีแผ่นดินไหว ตึกเป็นพันๆไม่ถล่ม ยกเว้นตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คลอๆไปกับข่าวฮั๊วสอวอ 

พอกลางๆปี ไม่มีข่าวอื่นปนเลย มีแต่เรื่องทิดแย้มกับน้องเก็น ตามมาติดๆด้วยข่าวสยิวกิ้วของบรรดาพระที่มีบรรดาศักดิ์สูงๆชั้นเทพชั้นพรหมณ์ที่จูงมือกันขึ้นสวรรค์ไปกับสีกากอล์ฟ งานนี้ขึ้นดาวดึงส์กันไปหลายองค์ จนในที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป

และแล้ว นายกของไทยยกหูโทรหาอังเคิ้ลฮุนเซ็น คุยกันแป๊บๆ เป็นเรื่องเลย กลายเป็นการเปิดศึกไทยกำพูเจีย ยิงกันนัว เห็นร่ำๆว่าจะเอารถขี้ไปฉีดถล่มที่ชายแดน งานนี้ทำให้พลโทมาลีดังหาใครเกิน เธอในชุดสีชมพูถ่ายรูปคู่ท่านผู้นำ ก็ดูโอเคนะ แม้จะเป็นภาพเอไอ ขืนยังจ้อไม่เลิกคงมีเวอร์ชั่นเรทสิบหกบวกๆแน่นอน 

ตู้ม++++เขย่าขวัญกันด้วยข่าวไฟไหม้โรงงานกระดาษ แป็บนึง ควันก็จาง กลบด้วยข่าวหมอบีและทิดอลงกต 

นี่มันยิ่งกว่าลิเกที่ผมเคยดูสมัยเด็กๆ พอออกแขกเสร็จ ก็จะมีตัวแสดงออกมา รำป้อๆ แล้วก็บอกว่า 

อันตัวเรานี้ ชื่อว่าพระเจ้า อะไรก็ว่าไป มีพระมเหสีอยู่หนึ่งองค์ ชื่อว่า พระนาง อะไรก็ว่าไป แล้วก็ว่า เรามีเรื่องร้อนใจ เอ้ยร้อนใจด้วยไฟสุม มากลุ้มรุมให้ดวงจิตคิดสับสน ทั้งยามตื่นยามหลับอลวน เหมือนดังโดนยิงถล่มด้วยจรวด ปวดกบาล 

เตร้ง เตรง เต่งเต๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตง เต่ง ไฟไหม้หอยแดงโร่ 

ลิเกเนี่ยมันสนุก เพราะเรื่องที่เราดู เขาแต่งขึ้นเพื่อการบรรเทิง 

แต่การเมืองไทยนี่ มันไม่สนุก เพราะเขาแต่งให้มันไม่สนุก 

แต่ไหนแต่ไรแล้ว เราไม่เคยมีรัฐบาลดีๆเลย เข้ามาทีก็ต้องร่วมกันจากพรรคเล็กพรรคน้อย เหมือนหมาจรจัดมาเจอกัน ชามข้าวมันเล็ก มันแบ่งกันกินพักเดียวก็กัดกันเกรียว 

แล้วเดี๋ยวก็รัฐประหาร สลับกันไปมา ทหารมา ก็แป๊บเดียว ก็เอาน้องเอาพี่ญาติโกโหติเกมา ทำท่าจะไม่ให้เลือกตั้ง คนก็หงุดหงิด ไม่ใช่อะไรหรอก มันไม่มีจะแดก ทำมาค้าขายก็ไม่ได้ไม่ดี ใครมันจะมาลงทุน กัดกันแบบนี้ เขาก็กลัวพิษหมาบ้า 

ไงละมึง ในวัดก็ไม่เหลือพระให้กราบ ในสภาก็กัดกันเละเทะ ศาลเรอะ หวังไม่ได้มานานแล้ว ขอไปกี่ทีกี่ทีก็ถูกกินเรียบ ไอ้ที่จะให้ตรงๆสักสองตัวสามตัว ไม่เคย ทีเครื่องเส้นละจะเอา 

ประเทศไหนมันมั่วเหมือนประเทศไทยมีมั้ยเนี่ย 

เอ้ยจะต้องเดินทางไป กราบพระอาจารย์เพื่อกลับไป พระนคร แล้วก็รำวนรอบเตียง แป็บเดียวก็ถึงเมืองของเราแล้ว 

มั่วแค่ไหน กูดูรู้เรื่องละกัน อย่าคิดว่าเราดูไม่ออกว่าใครกำลังเล่นอะไร 



วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568

นาทีชีวิต

 ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและสูญหาย




เหตุไฟไหม้โรงงาน สร้างความสูญเสียมากมายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ในฐานะคนที่คร่ำหวอดในแวดวงความปลอดภัย จึงอยากจะฝากไว้เป็นข้อคิด สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน และคนทำงาน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นผู้ออกและบังคับใช้กฏหมาย ไล่เป็นข้อๆ ตามแบบจำลองการเกิดความสูญเสียของ Frank E. Bird

ความสูญเสีย (Loss)

ความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้คราวนี้ มากมายมหาศาล แม้จะเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ครั้งนี้มีผู้คนสูญหายและเสียชีวิตมากมาย คำถามตัวใหญ่ๆ ก็คือ 
  • เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น ทำไมจึงเกิดการลุกลามอย่างรวดเร็ว แทนที่จะมีการระงับเหตุได้ตั้งแต่เพลิงยังมีขนาดเล็กๆ (Incipient Stage) 
  • มีผู้พบเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ไฟเริ่มไหม้หรือเปล่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาทำงาน กลางวันแสกๆ ไม่มีผู้พบเห็นไฟหรือควันเลยหรือ
  • หากมีผู้พบเห็น เขาได้แจ้งเหตุเพลิงไหม้อย่างไร บางโรงงาน แม้จะมีขนาดพื้นที่ต่อชั้นมากกว่า 300 ตรม. และมีมากกว่าสองชั้น ก็ไม่มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ มีเพียงเครื่องส่งสัญญานแบบมือหมุน หรือว่า
  • มีระบบแจ้งเหตุ แล้วมันอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ 
  • หรือระบบแจ้งเหตุทำงานแต่ไม่มีใครเข้าระงับเหตุในช่วงแรก 
  • หรือระบบดับเพลิงใช้การไม่ได้ ไฟจึงลุกลาม 
  • แล้วเหตุใดจึงไม่มีการอพยพออกจากอาคาร จนทำให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิต 
  • หรือมีการอพยพ แต่ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นไปตามแผนอพยพ 
  • การเข้าระงับเหตุของหน่วยกู้ภัย มีการแจ้งเหตุและประสานงานอย่างไร เหตุใดจึงมาถึงที่เกิดเหตุในขณะที่ไฟโหมจนเข้าไม่ได้ เพราะโครงสร้างอาคารอาจจะทรุดตัว

ก่อนเกิดเหตุและขณะเกิดเหตุ

  • เกิดอะไรขึ้นจนทำให้เกิดการลุกไหม้และไฟลามอย่างรวดเร็ว 
  • มีงานเชื่อม งานเจียร งานตัดหรืองานที่มีความร้อนหรือไม่
  • มีการลัดวงจรไฟฟ้าหรือไม่
  • มีการสูบบุหรี่ในพื้นที่ซึ่งมีวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงหรือไม่ 
คำถามเหล่านี้ จะนำไปสู่การค้นหาความจริงว่า มาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่ มีประสิทธิภาพเพียงใด ได้มาตรฐานหรือไม่ หรือได้รับการปฎิบัติตามมาตรการและมาตรฐานเหล่านั้นอย่างเคร่งครัดแค่ไหน

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ภาวะไร้อารมย์

 

ชื่อเจ้าของโมเดลนี้เรียกยากหน่อย แต่เรื่องนี้เข้าใจไม่ยาก มันคือแบบจำลองการไหล (ไม่รู้อะไรไหล)

 Csikszentmihalyi's flow model.

โมเดลของลุงฉะซิกฉะเซ็นท์มิหันละยี้  ไงล่่ะมึง แค่ชื่อกูก็เครียดแล้ว แกบอกว่า ไอ้หลานเอ้ย อะไรที่มันทำยากๆ แล้วเราก็ดันไม่เคยซะด้วยเนี่ยมันเครียดนะเว้ยเฮ้ย (High Challenge Level-Low-Skill Level) 

ยังไงลุง แกหันมาสบตา ลังเลจะบอกดีไม่บอกดี บอกมาเถอะ ผมไม่เอาไปเล่าต่อ 

ก็มีอยู่ครานึง รุ่นพี่พาไปเปิดจุกแถวๆประตูน้ำ ลุงเนี่ยให้ตายเถอะ ไม่เคยเลยเรื่องแบบนี้ อย่างมากก็แค่ช่วยตัวเองในที่ลับตา

มันเป็นความยากขีดสุดสำหรับเด็กหนุ่มบ้านนา ที่ไม่ประสีประสาอะไรเรื่องแบบนั้น พอถูกดันเข้าไปในห้องกับผู้หญิงอ้วนๆลงพุง ที่ไม่นุ่งอะไรเลย มันโคตรเครียด (Anxiety) 

ตรงกันข้ามกับสาวใหญ่ที่นอนเปลือยกายรออยู่ เธอดูไร้อารมย์ (Apathy) โดยสิ้นเชิง ก็เพราะว่างานของเธอมันไม่ได้มีความยากและท้าทายสำหรับเธอแล้วแทบไม่ต้องใช้ทักษะอะไรในการทำให้หนุ่มน้อยคนนี้แตกซ่าน

แต่ในสถานการณ์ที่ทำให้ Flow มันอธิบายได้ว่า ความท้าทายกับทักษะที่ต้องใช้มันทำให้เร้าร้อน เอ็งก็มันข้าก็มัน 

ลุงแกว่า ทำตาเคลิ้มถึงอดีต การเสียตัวครั้งที่สิบห้ากับสาวหน้าใสพูดไทยไม่ชัดครั้งนั้นมันทำให้แก Flow 

อธิบายแบบนี้ เข้าใจทฤษฏีของลุงรึยัง 

ทฤษฏีนี้ใช้ทำอะไร คำตอบคือ การใช้คนให้เหมาะกับความยากง่าย และหรือเข้าใจมากขึ้นว่าอะไรทำให้คนบางคนเครียดจนขี้แตก เมื่อเจองานหินที่ตัวเองไม่มีทักษะ ในขณะที่พวกมือโปรเจองานกระจอกก็นั่งกัดเล็บด้วยความเบื่อหน่าย (Boredom)

ความกดดันทางจิตใจ (Psychological Hazards)

 


ความเครียดและกดดันทางใจก่อให้เกิดผลกระทบมากมายเกินกว่าที่คุณและผมจะเข้าใจ มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันเป็นภัยคุกคามในสภาพแวดล้อมการทำงานที่สำคัญมากๆเลยทีเดียว

ตอนเรียนหนังสือที่โรงเรียนก็ถูกพวกลูกคนรวย อย่างพวกลูกๆเถ้าแก่ในตลาดรังควาน ถูกพวกลูกตำรวจ ลูกครูรังแก ก็เก็บกดไปพอประมาณ

พอเรียนจบเข้าทำงาน ก็ไปเจอหัวหน้า เพื่อนร่วมงานที่เขาจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน รวมหัวกันกดดันกลั่นแกล้ง 

เขาไม่ยอมส่งมอบงานให้ ในขณะที่เราก็เป็นคนใหม่ เข้าไปในตำแหน่งผู้จัดการแผนก งานเซฟตี้ก็มีคนสูงอายุสองคนทำอยู่ก่อนเรา คนหนึ่งเป็นทหารเรือเก่า ใครๆก็กลัวแกเพราะแกดุ พอถึงวันที่นายใหญ่จะเข้าโรงงาน แกจะเตรียมธงเขียวไปยืนรอที่ประตูทางเข้า ซึ่งเป็นประตูโรงงานโอเลฟิน พอรถมาถึงแกจะโบกธงผึงแล้ววิ่งชูธงนำหน้ารถเหยาะจนรถเข้าโรงไฟฟ้าของเรา ทำแบบนี้เพราะนายเขาไม่ชอบลงไปติดต่อที่ป้อม รปภ.ข้างหน้า และแกก็ไม่เคยติดบัตรพนักงาน 

วันหนึ่งมีผู้บริหารแก่ๆมาเยี่ยม บรรดาผู้จัดการเข้ากันหมด ในห้องพวกเขาดูครื้นเครงระหว่างพวกเขา แล้วผู้บริหารท่านก็ถามขึ้นมาว่า กรดซัลฟุริคสองพันกว่ากิโลรั่ว ปั๊มเอย ท่อเอย วาวล์เอยจมใต้กรด ไม่มีใครเห็น มันเป็นเพราะอะไร 

หนึ่งในนั้นตอบเสียงดังทีเล่นทีจริงว่า เขื่อนมันสูง เราเดินผ่านแล้วมองไม่เห็น นี่ผมว่าจะเสนอให้ทุบเขื่อนให้เหลือสักห้าสิบเซ็นต์ แล้วเขาก็คุยครื้นเครง จนผู้บริหารท่านนั้นหันมาเห็นผมเข้า พยักหน้าถาม เซฟตี้เมเนเจอร์คนใหม่รึ คุณเห็นอย่างไร

ผมขออนุญาตพูดแล้วก้าวฉับๆไปที่เครื่องฉายแ่นใส วาง Loss Causation Model ของ Frank E.Bird แล้วอธิบาย ผมเสนอว่า สิ่งที่เราควรต้องมีและทำมีหลายอย่าง ได้แก่ มาตรการในการตรวจสอบระบบท่อ Joint Flanges Valves เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการผุกร่อนและรั่วไหลขึ้น แถมเสนอมาตรการป้องกันการหกล้น ระหว่างการเติมกรดจากรถบรรทุกสารเคมี แล้วเสริมว่า Secondary Containment ที่มีนั้นดีอยู่แล้วไม่ควรทุบให้เตี้ยลง 

แล้วก็มีเสียงสอดขึ้นว่า ทำไมไม่เสนอให้สร้างเขื่อนรอบโรงไฟฟ้าเลยล่ะครับ เวลาอะไรรั่วจะได้ไม่ออกไปข้างนอก แล้วพวกเขาก็ฮาครืน ราวกับผมเป็นโหน่ง เท่งมาเล่นตลกให้ดู 

ครั้งนั้นบอกได้เลยว่าเครียดจนเจ็บจี๊ดในอก 

คงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เจอ พวกเซฟตี้ตัวเล็กตัวน้อยในบริษัทใหญ่บริษัทเล็ก และคนที่ทำงานอื่นๆในที่ต่างๆ ก็ล้วนมีเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดความกดดันกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครจะมีน้ำอดน้ำทนแค่ไหน 

ในทางวิชาการ เราต้องทำหลายอย่างเพื่อจัดการอันตรายประเภท Psychological Hazards อย่างระมัดระวัง

ขั้นแรก ทำความเข้าใจปัจจัยที่นำมันมา มีอะไรบ้าง อย่างกรณีผม ความไม่ให้เกียรติ และการแสดงออกในลักษณะเหยียดหยามรังแกด้วยความเป็นคนเก่า มีมากกว่า มันกดดัน

บางแห่ง หัวหน้างานเอาเปรียบลูกน้อง อย่างกรณีหัวหน้างานที่ดูแลจัดตารางการเดินรถ ที่จะจัดทริปให้เฉพาะลูกน้องในคอก เพราะใครได้ทริปมากก็มีรายได้มาก ใครไม่เข้าคอกก็ไม่ค่อยได้ทริป แบบนี้ ประยูร เคนเล่าให้ผมฟังพร้อมๆกับน้ำตาคลอเบ้า ความเอาเปรียบและแบ่งพรรคแบ่งพวก 

บางทีหัวหน้าหรือผู้จัดการเอาแต่ใจ ใช้อารมย์ก่นด่าหยาบคาย ไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าจะเอาอะไร ลูกน้องถามก็ด่าว่าโง่ พอเขาขอคำอธิบายก็หาว่าเถียง 

คนงานหัวร้อน ใช้ความรุนแรงกับเพื่อนร่วมงานก็มีให้เห็นมากมาย 

ผู้บริหารที่ไม่ใช่ Leader ก็จะไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาเป็นแค่ Manager เรื่องละเอียดแบบนี้เขาไม่เข้าใจหรอก 

มันต้องเริ่มที่หัว หางจึงกระดิก 

เรื่องแบบนี้เวลาป่วย มันออกอาการทางกาย นอนไม่หลับ เครียด บางคนเลยเถิดเป็นโรคซึมเศร้า ทำอะไรที่เราไม่คาดคิดก็มีมากมาย 

บริษัทไหนที่เขาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและ Well-Being จริงๆ ไม่ใช่แค่ถุยๆตามที่นายฝรั่งเมืองนอกเขาสั่งมา ก็พอจะได้เป็นบุญเป็นกุศลให้คนที่ด้อยกว่า แต่ถ้าแค่ถุยๆ ก็คงจะได้แค่โปสเตอร์สวยๆส่งมาจากเมืองนอก แปลแล้วส่งให้บรรดานายๆเอาปากกาเมจิมาเซ็นรับทราบนโยบาย จบ แบบเครียดๆ ในความฮามันก็มาพร้อมกับความเครียด 

ตอนหักไม่มีช้าตอนมาขอเงินตกงานท่ามากเกิ้น

  ทั้งชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างมาตลอด ตกงานครั้งแรกประมาณปี 2002 นึกขึ้นมาได้ก็ขับรถมุ่งหน้าไประยอง ตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่อยู่รวมๆกั...