วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

นั่งร้านถล่ม

 เมืองไทยเนี่ยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่หนักไปทางฝึกอบรม สัมนา นิทรรศการ อีเว้นท์ เพื่อมุ่งหวังสร้างอะไรซักอย่าง สำเร็จ ไม่สำเร็จ กูไม่รู้แต่จัดให้มันใหญ่ๆ หรูหราหมาเห่าเอาไว้ก่อน  แต่ครั้นจะไปหาดูว่า แทนที่จะออกแนวนั้น ทำให้มันได้มาตรฐานโลก เอาแบบที่เขาใช้กันด้วยมาตรฐานทางวิศวกรรมสากล จะได้ไม่ต้องมาสะกดจิตกันด้วยการฝึกอบรม อย่างมาตรฐานนั่งร้าน เอาแบบที่ไม่ถล่มลงมา คนงานเจ็บคนงานตายนะมีไหม



กูเกิ้ล ก็หันไปถามเอไอ แล้วมันก็ตอบกลับมาว่า มีน่ะ เมืองไทยมีมาตรฐานนั่งร้านด้วย 

มาตรฐาน มอก. นั่งร้าน หลักคือ มอก. 801-2562 (นั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครง) และ มอก. 2972-2562 (นั่งร้านท่อเหล็กแบบท่อล็อคข้อต่อ) เพื่อความปลอดภัยโครงสร้างต้องแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี พื้นนั่งร้านกว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. มีราวกันตกสูง 0.90-1.10 เมตร และใช้วัสดุที่มีคุณภาพ [1, 2, 3]
สรุปมาตรฐาน มอก. นั่งร้านที่สำคัญ (Updated 2026)
  • มอก. 801-2562: มาตรฐานนั่งร้านท่อเหล็กกล้าแบบโครง (Frame Type) ที่ใช้กันทั่วไปในงานก่อสร้าง
  • มอก. 2972-2562: มาตรฐานนั่งร้านท่อเหล็กแบบท่อล็อคข้อต่อ (Module System) เพื่อความแข็งแรงและการติดตั้งที่รวดเร็ว
  • มอก. 107-2566: มาตรฐานท่อเหล็กที่ใช้ผลิตนั่งร้าน (ท่อเหล็กกล้าดำ/GI) เพื่อการันตีความแข็งแรงของวัสดุ [1, 2, 3]
ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย (มาตรฐาน มยผ./กฎหมายแรงงาน)
  • พื้นที่ทำงาน: กว้างไม่น้อยกว่า 35 ซม. และต้องปูพื้นให้เต็ม
  • ราวกันตก (Guardrail): ต้องติดตั้งราวกันตกสูงจากพื้นนั่งร้านประมาณ 0.90 - 1.10 เมตร
  • การป้องกัน: ต้องมีผ้าใบหรือตาข่ายนิรภัยปิดคลุมเมื่อทำงานในที่สูง
  • การใช้งาน: ห้ามใช้วัสดุต่างชนิดกันผสมกัน และต้องรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของน้ำหนักบรรทุกจริง [1, 2, 3]
หากต้องการมาตรฐานสากลที่สูงกว่ามักใช้มาตรฐานอังกฤษ BS1139 ซึ่งกำหนดคุณภาพท่อเหล็กและข้อต่อที่เข้มงวดกว่า
น่าน เห็นไหม บ้านกูก็มีมาตรฐานกับเขาเหมือนกันนี่หว่า แต่ทำไมนั่งร้านถล่มบ่อยจัง ไอ้ที่ถล่มๆนั่นหน่ะ มันได้มาตรฐานมั้ย รึว่าได้บางท่อน ปนๆเปๆกันไป ราคาเช่านั่งร้านมันก็ไม่ถูกซะด้วย
แสดงว่า เมืองไทย มีมาตรฐานที่พอจะบอกได้ว่า นั่งร้านแบบไหนใช้ได้ ใช้ไม่ได้ 
คราวนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคนใช้นั่นแหละ 
มีหลายคนเลย คนออกตังค์ คนออกแบบ คนติดตั้ง แล้วก็ คนใช้งาน 
ส่วนมาก เวลามันถล่มลงมา ไอ้คนแรกๆไม่ค่อยเป็นอะไร เพราะไม่ได้อยู่บนนั่งร้าน คนที่ตายก็ เมียนมาร์บ้าง กรรมกรไทยบ้าง แล้วแต่ว่าผู้รับเหมา ผู้รับเหมาช่วง เขาจะไปกวาดต้อนมาจากที่ไหน 
เลยหันไปถามเอไอว่า เฮ้ย พอจะจำได้ไหมว่าในประเทศนี้นั่งร้านมันถล่มบ่อยมั้ย เพราะอะไร มันตอบยิบเลย
อุบัติเหตุนั่งร้านถล่มในประเทศไทยเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงปี 2567-2569 ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศ ความบกพร่องของอุปกรณ์ หรือความผิดพลาดระหว่างการก่อสร้าง โดยเหตุการณ์ที่สำคัญล่าสุดมีดังนี้:
เหตุการณ์ล่าสุด (พฤษภาคม 2569)
  • โรงพยาบาลใน จ.ชัยภูมิ (8 พฤษภาคม 2569): เกิดเหตุพายุฝนรุนแรงพัดนั่งร้านก่อสร้างพังถล่มลงมาภายในบริเวณโรงพยาบาล [1]
เหตุการณ์สำคัญในช่วงปี 2567 - 2568
  • ถนนพระราม 2 (14 มีนาคม 2568): นั่งร้านเหล็กในไซต์งานก่อสร้างทางยกระดับช่วงจอมทองพังถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย [1]
  • ซอยสามเสน 24 เขตดุสิต (6 พฤศจิกายน 2567): นั่งร้านในโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมพังถล่มเนื่องจากรถเครนล้ม ทำให้คนงานได้รับบาดเจ็บ 6 ราย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นส่วนของโครงเหล็กที่รองรับตาข่ายป้องกันเศษวัสดุ (Protection) [1, 2, 3]
  • อาคาร สตง. แห่งใหม่ (28 มีนาคม 2568): อาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมา ซึ่งเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมใหญ่ในช่วงเวลานั้น [1]
สาเหตุหลักที่มักพบจากอุบัติเหตุนั่งร้าน
สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอุบัติเหตุมักเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
  • ความบกพร่องของอุปกรณ์: อุปกรณ์ชำรุด หรือการประกอบที่ไม่เหมาะสมไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรม
  • ปัจจัยภายนอก: สภาพอากาศที่รุนแรง เช่น พายุฝน หรือลมกระโชกแรงที่พัดโครงสร้างชั่วคราวที่ไม่แข็งแรงพอ
  • ความประมาท: ความผิดพลาดในการควบคุมงาน หรืออุบัติเหตุจากเครื่องจักรอื่นๆ ในไซต์งาน เช่น รถเครนกระแทก [1, 2, 3, 4, 5]
คุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กฎหมายความปลอดภัย ในการติดตั้งนั่งร้าน หรือต้องการตรวจสอบ สิทธิการชดเชย สำหรับผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุเหล่านี้หรือไม่?
ไม่ต้อง ประกันสังคมกับกองทุนเงินทดแทน เขาจะเอาตังค์ที่ไหนมาจ่าย ซื้อตึกร้างไปตั้ง 7000 ล้าน ลงทุนตึกเก่าที่ธรรมศาสตร์นั่นก็หลายตังค์ ตัดสูดเตี๋ยวไปก็หลายร้อยล้าน ขี้หมูราขี้หมาเปียก เรียกขอเงินทดแทนก็ยาก คนงานที่ตายๆไปเอาจริงๆก็หานายจ้างไม่เจอ เขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปฟ้อง 
สรุป มีมาตรฐานนะจ๊ะพี่น้องงงงง

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ใช่มั้ยเดือน

 กฏกระทรวง การอนุญาต เป็นผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กลไกใหม่ที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 นายจ้างจะเฉยไม่ได้แล้ว

หากจะทำความเข้าใจ พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างทะลุปรุโปร่ง คุณกับผมก็จะเห็นตรงกันว่า ถ้าเอาจริง นายจ้างติดคุกง่ายมาก

กฏหมายฉบับนี้ มีลักษณะการลงโทษทั้ง จำ ทั้ง ปรับ หมายความว่า มีโทษจำคุกอยู่ในเกือบทุกๆมาตรา มากบ้าง น้อยบ้าง ส่วนมาตราไหนที่ไม่มีบทลงโทษ เช่น มาตรา 4 ที่ออกแนวให้คำนิยามกว้างๆแบบตีขลุม เช่น นิยามของคำว่า นายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งอ่านไปอ่านมา ก็จะได้ความว่า แม้แต่แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวในแคนทีน ก็เป็นลูกจ้างของสถานประกอบกิจการแห่งนั้น ดังนั้นบรรดาลูกจ้างเหมาค่าแรง ที่นายจ้างอ้างว่าไม่ใช่ลูกจ้างของตน ที่ทำงานแพ็คของในไลน์ ก็ไม่พ้นที่จะถูกนิยามว่าเป็นลูกจ้าง จะทำเป็นขี้เหนียว ไม่จัด PPE ให้ ไม่เอามาเข้าอบรม ซ้อมแผนฉุกเฉิน ซ้อมดับเพลิง ซ้อมปฐมพยาบาล ไม่นับรวม จัดคณะกรรมการความปลอดภัย นับเอาแต่พนักงานประจำ ตรวจร่างกายประจำปีเกี่ยงให้เฮียแหวงเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แบบนี้มีให้เห็นกันถ้วนทั่ว ตั้งแต่โรงงานผลิตของกระจุกกระจิก ไปจนแบรนด์ดังระดับโลก ทำเหมือนๆกันหมด เพราะมันอยู่ที่การตรวจสอบบังคับใช้กฏหมาย

มาตรา ๖ ให้นายจ้างมีหน้าที่จัดและดูแลสถานประกอบกิจการและลูกจ้างให้มีสภาพการทํางานและสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของลูกจ้างมิให้ลูกจ้างได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพอนามัย ต้องปูพรมแดงเลยไหม ก็ไปตีความเอา คำว่า ปลอดภัย เขียนไว้ในมาตรา 4  “ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทํางาน” หมายความว่า การกระทําหรือสภาพการทํางานซึ่งปลอดจากเหตุอันจะทําให้เกิดการประสบอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจหรือสุขภาพอนามัยอันเนื่องจากการทํางานหรือเกี่ยวกับการทํางาน 

ซึ่งก็หลบยากเชียว นอกจากจะตีความว่า การประสบอันตรายนั้นไม่ได้เกิดจากการทำงาน ถ้าเกิดในโรงงานก็เขี่ยๆออกไปให้พ้นรั้ว แบบนี้ พอจะหลุดได้ทั้งมาตรา 4 และ มาตรา 6

สองมาตรานี้ดิ้นหลุดไปได้ ที่เหลือก็ฉลุย

อ่านต่อ


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

เสียงฮาจากวงเหล้า

 




เวลานั่งฟังคนเถียงกันในวงเหล้านี่มันก็ครึกครื้นไปอีกแบบ และจะยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นไปอีกถ้าเขาเป็นคอเหล้าที่เมาด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการใช้กำลี้กำลัง อย่างมากก็แค่เสียงดังเวลาอีกฝ่ายขัดคอ เถียงกันเสียงอ้อแอ้ อ้อแอ้ น่าสมเพชดี สักพัก คนที่ไม่ไหวก็ผลอยลงไปกลิ้งข้างๆวง รึไม่ก็ถูกเมียมาดึงหูลากกลับบ้านไปทีละคนสองคน

แถวบ้านผม สมัยเด็กๆ ก็เห็นเขาเมากันแบบนี้แหละ ลุงบัว พี่ใหญ่ เวลาแกไปได้ตะกวด รึตัวอะไรมาจากทุ่งนา หรือเวลาล้มหมู ที่บ้านไหน แกก็จะเมาเยอะหน่อย เมาแค่ไหน ก็ยังเรียกผมว่าไอ้หนูอยู่ดี

ย่านนั้นก็มีอีกหลายคน อย่างลุงรอง หรือแกจะชื่อ ลอง ผมก็ไม่รู้ แกก็เมาเป็นอาชีพ เมาตั้งแต่ไก่ขันยันไก่หลับ

นี่ถ้าพวกแกยังอยู่ ผมว่าเรื่องในวงเหล้า คงไม่พ้น เรื่องไล่หนู ไล่แลนตะกวด พูดเรื่องหนูก็คงไม่วายวกกลับมาด่า ไอ้ฟายหนู รึใครต่อใครที่หนนี้ชนะเลือกตั้งมาได้อย่างถล่มทลาย มันเจ็บจี๊ดก็ไอ้ลูกชายบันหาน มันยืนหัวเราะเวลาไอ้หนูพูดถึงพ่อมันว่าต้องเรียกมาเข้าถ้วย ผีถ้วยแก้ว 

อีกเรื่องที่ไม่พ้นเอามาเถึยงกัน ก็คงสงครามที่อิหร่าน คนนึงก็ว่า อีหร่าน อึกคนก็ว่าม่ายช่าย มันต้องเรียก อิหร่าน 

เถียงกันจนคอแตก เหล้าหมดไปหลายกอง ไม่ใช่หลายกลม มันต้องหลายกอง 




วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

ตอนหักไม่มีช้าตอนมาขอเงินตกงานท่ามากเกิ้น

 


ทั้งชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างมาตลอด ตกงานครั้งแรกประมาณปี 2002 นึกขึ้นมาได้ก็ขับรถมุ่งหน้าไประยอง ตรงดิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมที่อยู่รวมๆกันกับศูนย์ราชการ คนเพียบเลยตอนนั้น ยืนเงอะงะอยู่หน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่ที่นั่งเรียงรายกัน มีสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม เจ้าหน้าที่ก็เยอะ คนตกงานก็แน่นไปหมด 

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักมาจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง 

"มารายงานตัวกรณีว่างานครับ" ตอบไปตามที่เข้าใจ เพราะเป็นคนที่จ่ายเงิน อ้อไม่ใช่สิ ถูกหักเงินประกันสังคมเดือนละ 750 ทุกเดือน ปีหนึ่งก็ 9000 ถ้าเอาไปซื้อประกันก็จะได้แบบดีๆเลยเชียว 

"กรอกแบบฟอร์มก่อนนะค๊า" เขายื่นฟอร์มให้กรอก ผมหยิบมาดู ว่าฟอร์มอะไร มันคือแบบฟอร์มแสดงความจำนงค์เข้ารับการฝึกอาชีพระหว่างตกงาน ไล่ดูไป ไม่มีอาชีพในฝันที่เราถนัดเลย 

ช่างเสริมสวย ช่างตัดผม เพาะเห็ด ทำขนม ไม่ถนัดเลย ไล่ไปเรื่อยจนจบ เอาวะ อันนี้แหละ ขืนไม่ติ๊ก ไปโต๊ะถัดไปไม่ได้ อ่ะ นวดแผนโบราญ เผื่อเมื่อยๆขึ้นมาจะได้ช่วยตัวเองได้ ส่งฟอร์มให้ 

"มาทำอะไรครับ" เจ้าหน้าที่โต๊ะถัดไปเรียก 

"มายื่นเรื่องกรณีว่างานครับ" ส่งเอกสาร หนังสือเลิกจ้าง ต่างๆให้ เขารับไปอ่าน 

"เอ่อ คุณสุมนต์ครับ คุณมาช้ากว่ากำหนด คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้วครับ" 

ผมเหวอไป ตอนนั้นเริ่มโกรธ

"ตอนพวกคุณหักเงินผม ตรงเวลา ไม่เคยช้าสักเดือน ผมจะมาใช้สิทธิ์มั่ง มีงี้ด้วยเหรอ" ผมเริ่มเสียงดัง คนหันมามองกัน

"ขอโทษจริงๆครับ มันเป็นระเบียบ" 

ผมนึกในใจ แม่งเอ้ย กูผิดเองที่ไม่รู้ระเบียบของพวกมึง

ปี 2019 ตกงานอีกรอบ หลังจากเก็บข้าวเก็บของ ก็ขับรถตรงไปสำนักงานประกันสังคมที่อยู่กระทรวงแรงงานตรงดินแดง ห่างออฟฟิศไปแค่สิบนาที

"มาทำอะไรค๊า" เสียงทักคุ้นๆ 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ 

"กดบัตรคิวก่อนนะค๊า" หันไปรอบๆ มีกูคนเดียวต้องกดด้วยเรอะ เอากดก็กด บัตรคิวออกมาพร้อมกับเสียงคอมพ์อ่าน หมายเลข 

"มาทำอะไรค๊า" ถามอีกแล้ว เมื่อกี้ก็ถามไปแล้ว อ่ะสงสัยว่าจะเป็นขั้นตอนการบริการของเขา 

"มารายงานตัวกรณีว่างงาน" ผมตอบ

"คุณน้องตกงานเมื่อไหร่ค๊า" เจ๊ถามอย่างใจดี

"เมื่อกี๊" ผมตอบ 

เจ๊หน้าตาตื่น เลิกคิ้วปลอมที่ดูเหมือนเขียนด้วยปากกาเมจิกขึ้น "ไหนพี่ขอดูเอกสาร" ผมหยิบเอกสารออกจากซอง ตอนเซ็นที่โต๊ะฝ่ายบุคคลไม่ได้อ่าน เซ็นอย่างเดียว 

เจ๊หยิบไปอ่าน 

"คุณน้อง ลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง"

"ถูกเลิกจ้างครับ" 

"แต่หัวจดหมายนี่มันเป็นการแสดงเจตนาร่วมกันระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างยุติการจ้างงานนี่คะ" 

ผมหยิบมาอ่าน จริงๆด้วย ในเอกสารระบุว่าลูกจ้างจะไม่ใช้สิทธิ์เรียกร้องตามกฏหมายสาระพัด กฏหมายแรงงาน ไปจนถึงอนุญาโตตุลาการนู่น ลายเซ็นเราหราเลย ตอนเซ็นกูไม่อ่านเพราะถือว่าเป็นลูกจ้างมืออาชีพ 

"ผมถูกเลิกจ้าง ไม่ได้ลาออกเอง" ผมเริ่มเสียงดัง 

"ลาออกเองกับถูกเลิกจ้างต่างกันยังไงกับเงินชดเชยกรณีว่างงาน" ถามแบบลูกจ้างโง่ๆเลย โง่ที่เซ็นโดยไม่อ่าน โง่ที่ไม่เคยอ่านกฏระเบียบพวกนั้น 

"ลาออกเองก็ได้ค่าชดเชยสามครั้ง เลิกจ้างได้หกครั้ง" เจ๊อธิบายง่ายๆ ผมเถียงหัวชนฝาว่าไม่ได้ลาออกเอง จนแกระอา 

"อ่ะ ทำใบนัดรายงานตัวให้ หกครั้ง บ้านคุณอยู่แถวไหน ไม่ต้องมานี่ก็ได้ "  ผมบอกแกไปว่าอยู่แถวรามอินทรา แกแนะนำให้ไปที่ตึกไอทีแสควร์ แถวๆหลักสี่ 

วันนัดแรกวันที่ 10 เมษายน อีกไม่กี่วันหยุดยาวสงกรานต์ พลาดนัด กูอดอีก วันที่ 9 เมษายน ผมขับรถไปที่ตึกนั่น มันเป็นสำนักงานปนๆกันคล้ายที่ระยอง คนเพียบล้นออกมาหน้าห้อง

คิวก่อนหน้าเป็นป้าอายุมากกว่าผม กำลังถูกเจ้าหน้าที่ตรงจุดรับบัตรคิวตะคอกจนแกหงอไปหมด 

ถึงคิวผม ก็ยื่นบัตรนัด ส่งไปให้ เขาหยิบไปดู เงยหน้าขึ้นถามผมอย่างเย็นชา 

"เขานัดวันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่" เขาตะคอก

"วันที่ 10" ผมตอบ ตอนนั้นองค์เริ่มจะประทับแล้ว

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" มันตะคอก

"วันที่ 9" ผมตอบ 

"แล้วเขานัดวันที่เท่าไหร่"

ผมจ้องหน้ามัน "มีอะไรรึ" ผมถามอย่างข้องใจ

มันหยิบใบนัด พร้อมด้วยปากกาไฮไลท์สีชมพูขีดไปบนวันที่นัด วันที่ 10เมษายน ขีดซ้ำๆ แล้วถามว่า เขานัดวันไหนก็ต้องมาตรงวันนัด 

ผมชี้ให้ดูหมายเหตุ การมารายงานตัวก่อนนัด 7 วัน หลังนัด 7 วันให้ถือว่ามาตามนัด 

มันเถียง ตอนนี้เขาเปลี่ยนระเบียบแล้ว 

องค์ประทับ ผมมองหน้า ตะคอกถาม 

"ไหน เอาระบียบที่มึงว่านั่นมาดู เอามา" ผมตะคอกเสียงดัง .ไอ้ เ ี้ย เวลาเก็บเงินกูเร็วนักนะมึง เวลากูจะมาใช้สิทธิ์แ ่งเรื่องมาก ไอ้พวกข้าราชการขี้ครอก" ผมด่าแล้วหันปากลำโพงไปรอบห้อง ไอ้ควายนั่นมือสั่น มันกดบัตรคิวให้ ผมหยุดด่า

เดินไปนั่งรอหน้าโต๊ะ คอมพ์ว่าง ไม่มีคน สักพักใหญ่ อีดอกคนนึงเดินกลับมา ดูดชาไข่มุกอย่างเมามัน หันไปคุยกับคนอื่นข้างหลังเรื่องละคร แล้วหันมาประจันหน้ากับผม

ผมส่งบัตรคิว พร้อมใบนัดให้

"เขานัดวันที่เท่าไหร่'

"วันที่ 10"

"แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่" 

"วันที่ 9"

"เขานัดวันที่เท่าไหร่"

อีดอกเมื่อกี๊กูจัดไปอัลบั้มหนึ่งแล้ว 

องค์ลงอีกรอบ ผมเริ่มด่า เหมือนที่ด่าไอ้ควายคนแรก หันปากลำโพงไปรอบๆ เสียงดังกว่าเดิม ทั้งสำนักงานเงียบ มีแต่เสียงผมด่า 

อีดอกนั่นมือสั่น ระล่ำระลัก "ระบบมันเสีย ถ้าไม่มาตรงวันนัด ไม่ได้เงินก็อย่ามาว่ากัน" 

ไม่เคยได้เงินสักสลึงจนถึงปัจจุบัน 

ประกันสังคังเอ้ย เฮงซวยนักนะพวกนึง คนที่เขามาใช้บริการ เขามาเอาเงินเขาคืน จำใส่กะโหลกไว้นะพวกมึง

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องปากท้อง

 


เราจะเลือกพรรคไหนกันดีหนอ    ที่จะพอทำงานกันขันแข็ง
เลือกพรรคส้มก็นิยมพรรคสีแดง    สีน้ำเงินเขาว่าแรงกันชงชา
พรรคสีฟ้าหน้าคุ้นคุ้นกระสุนตก    เคยไปโบกปรี๊ดๆกรี๊ดเป็นบ้า
พรรคสีเขียวเขาว่าแป้งแรงกว่ายา    หรือจะเลือกพรรคป๊าเขาคนตรง
พรรคไอ้นู่นพรรคไอ้นี่ดีไปหมด    เขาจะปลดเขาจะปรับยกขะโหยง
แต่ละพรรคช่างแสนดีไม่มีโกง    ไม่มีโยงทุนเทาหรือทุนเทียม
มีแต่คนอยากทำงานให้บ้านช่อง    จะรับใช้พี่น้องไม่มีเขียม
ทั้งใจถึงพึ่งได้ไม่ต้องเจียม    ทั้งหน้าแหลมหน้าเหลี่ยมและหน้าลิง



วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568

น้ำท่วมปาก

 


น้ำท่วมปากของจริง

ปีนี้น้ำมาก ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ท่วมมิดปาก พูดก็ไม่ได้ น้ำไหลเข้าปากเข้าจมูก สำลักน้ำตายพอดี เพราะฉะนั้น อยู่กันเงียบๆไว้ เอาชีวิตรอดก่อน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง

บางคนยกมือท่วมหัว สาธุ ที่รอดมาได้เนี่ย ถ้าไม่ใช่อิทธิฤทธิ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลูกช้างคงต้องไปลอยน้ำตัวแข็งทื่อให้เขาเอาเชือกมาลากขึ้นจากน้ำไปซะแล้ว เดชะบุญแท้ๆเลย ไหว้พระเสร็จก็ด่าไอ้แป้นไปชุดหนึ่ง ต่อด้วยไอ้หนูอีกชุดหนึ่ง ไอ้สองตัวนี่เป็นเด็กในซอย ชอบพูดล้อนายกยิ่งลักษณ์ว่า เอาอยู่ เอาอยู่ แล้วทำท่าซอยตูดยิกๆ ล้อเลียนเขา ไงล่ะมึง ตอนนี้หน้าเหลือสองนิ้ว ได้นิ้วกลางไปคนละนิ้ว รวมๆได้สองนิ้ว

น้ำเริ่มลดแล้ว ทางเหนือเริ่มหนาว เจ้าพระยาน้ำไม่เอ่อตลิ่ง แถวๆบางบาล ป่าโมก ตามถนนแห้งแล้ว ส่วนทางใต้เริ่มท่วม นี่ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนเด็กๆ ก็จะเข้าใจว่าน้ำไหลจากเหนือลงมาภาคกลาง แล้วทะลุไปลงภาคใต้ 

น้ำท่วม เพราะน้ำมันมาแล้วไม่ไหลไปไหน มันก็ท่วม ส่วนคำถามว่าน้ำมันมาจากไหน ก็ไปถามพ่อ แม่ ปู่ย่า ตายายดูว่าน้ำมันมาจากไหน 

น้ำไม่ไหลไปต่อ อันนี้ ต้องไปถาม ดอกเตอร์ บ้านเราเยอะเลย เดินหัวโขกกันตาย ไปตามห้างเผลอๆไปเหยียบตีนดอกเตอร์เข้าให้ เข้าตำรา เขย่งยังเหยียบ

การวางผังเมือง ระบบระบายน้ำ ระบบเก็บน้ำ ระบบส่งน้ำ โอยสาระพัดระบบเลย ไม่เวิร์คซักอย่าง เห็นจะมีดีก็แต่ระบบผัดข้าวโชว์ ระบบโยนถุงยังชีพ นี่เห็นในข่าวโยนจากเฮลิคอปเตอร์ บ้านที่ว่าจะพังมิพังแหล่เจอถุงยังชีพเข้าไป พังเรย 

มันบ่นใครไม่ได้หรอก เราทำตัวเอง เราทำให้ระบบมันเละ เราคนเฮงซวยมาบริหารประเทศ เรากาบัตรเลือกมันเข้าไปเอง จะไปด่า ไอ้แป้น ไอ้หนู ก็ด่าไม่ได้เต็มปาก น้ำสูงจะท่วมจมูก ขืนด่า จมน้ำตายพอดี แฮ่

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568

ฮูเร่ วังกา ขอเชิญท่านมานั่งชมลิเก

 


เห่ สะลัม มานา ละลาล่ะหล่า ลาล้า หล่าลา ละลาละหล่า 

ตุ้มปะ ต่มป๊ะ ตุ่มเปง 

เมืองไทยวันนี้เละเป็นขี้แช่น้ำ การเมืองก็เน่าสนิทชนิดที่ว่าจะหาทางออกแทบไม่เจอ ต้นปีแผ่นดินไหว ตึกเป็นพันๆไม่ถล่ม ยกเว้นตึกของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน คลอๆไปกับข่าวฮั๊วสอวอ 

พอกลางๆปี ไม่มีข่าวอื่นปนเลย มีแต่เรื่องทิดแย้มกับน้องเก็น ตามมาติดๆด้วยข่าวสยิวกิ้วของบรรดาพระที่มีบรรดาศักดิ์สูงๆชั้นเทพชั้นพรหมณ์ที่จูงมือกันขึ้นสวรรค์ไปกับสีกากอล์ฟ งานนี้ขึ้นดาวดึงส์กันไปหลายองค์ จนในที่สุดก็ต้องสึกหาลาเพศไป

และแล้ว นายกของไทยยกหูโทรหาอังเคิ้ลฮุนเซ็น คุยกันแป๊บๆ เป็นเรื่องเลย กลายเป็นการเปิดศึกไทยกำพูเจีย ยิงกันนัว เห็นร่ำๆว่าจะเอารถขี้ไปฉีดถล่มที่ชายแดน งานนี้ทำให้พลโทมาลีดังหาใครเกิน เธอในชุดสีชมพูถ่ายรูปคู่ท่านผู้นำ ก็ดูโอเคนะ แม้จะเป็นภาพเอไอ ขืนยังจ้อไม่เลิกคงมีเวอร์ชั่นเรทสิบหกบวกๆแน่นอน 

ตู้ม++++เขย่าขวัญกันด้วยข่าวไฟไหม้โรงงานกระดาษ แป็บนึง ควันก็จาง กลบด้วยข่าวหมอบีและทิดอลงกต 

นี่มันยิ่งกว่าลิเกที่ผมเคยดูสมัยเด็กๆ พอออกแขกเสร็จ ก็จะมีตัวแสดงออกมา รำป้อๆ แล้วก็บอกว่า 

อันตัวเรานี้ ชื่อว่าพระเจ้า อะไรก็ว่าไป มีพระมเหสีอยู่หนึ่งองค์ ชื่อว่า พระนาง อะไรก็ว่าไป แล้วก็ว่า เรามีเรื่องร้อนใจ เอ้ยร้อนใจด้วยไฟสุม มากลุ้มรุมให้ดวงจิตคิดสับสน ทั้งยามตื่นยามหลับอลวน เหมือนดังโดนยิงถล่มด้วยจรวด ปวดกบาล 

เตร้ง เตรง เต่งเต๊ง เตรง เตร่ง เตร้ง เตง เต่ง ไฟไหม้หอยแดงโร่ 

ลิเกเนี่ยมันสนุก เพราะเรื่องที่เราดู เขาแต่งขึ้นเพื่อการบรรเทิง 

แต่การเมืองไทยนี่ มันไม่สนุก เพราะเขาแต่งให้มันไม่สนุก 

แต่ไหนแต่ไรแล้ว เราไม่เคยมีรัฐบาลดีๆเลย เข้ามาทีก็ต้องร่วมกันจากพรรคเล็กพรรคน้อย เหมือนหมาจรจัดมาเจอกัน ชามข้าวมันเล็ก มันแบ่งกันกินพักเดียวก็กัดกันเกรียว 

แล้วเดี๋ยวก็รัฐประหาร สลับกันไปมา ทหารมา ก็แป๊บเดียว ก็เอาน้องเอาพี่ญาติโกโหติเกมา ทำท่าจะไม่ให้เลือกตั้ง คนก็หงุดหงิด ไม่ใช่อะไรหรอก มันไม่มีจะแดก ทำมาค้าขายก็ไม่ได้ไม่ดี ใครมันจะมาลงทุน กัดกันแบบนี้ เขาก็กลัวพิษหมาบ้า 

ไงละมึง ในวัดก็ไม่เหลือพระให้กราบ ในสภาก็กัดกันเละเทะ ศาลเรอะ หวังไม่ได้มานานแล้ว ขอไปกี่ทีกี่ทีก็ถูกกินเรียบ ไอ้ที่จะให้ตรงๆสักสองตัวสามตัว ไม่เคย ทีเครื่องเส้นละจะเอา 

ประเทศไหนมันมั่วเหมือนประเทศไทยมีมั้ยเนี่ย 

เอ้ยจะต้องเดินทางไป กราบพระอาจารย์เพื่อกลับไป พระนคร แล้วก็รำวนรอบเตียง แป็บเดียวก็ถึงเมืองของเราแล้ว 

มั่วแค่ไหน กูดูรู้เรื่องละกัน อย่าคิดว่าเราดูไม่ออกว่าใครกำลังเล่นอะไร 



นั่งร้านถล่ม

 เมืองไทยเนี่ยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่หนักไปทางฝึกอบรม สัมนา นิทรรศการ อีเว้นท์ เพื่อมุ่งหวังสร้างอะไรซักอย่าง สำเร็จ ไม่สำเร็จ กูไม่รู้แต่จัด...