วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

“ไม่เข้าใจแม่งถามได้ไงวะเนี่ย...เอ๊ะมันเกี่ยวตรงไหนวะ”(โรคเครียดจากการไม่ทำงาน)

เมื่อวาน เห็นแว๊บๆในยูทูป (ยู ทิ้ว เบอะ) มีไอ้บ้าคนหนึ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงตอบคำถามนักข่าว ไม่เห็นหน้า ฟังแต่เสียง ถามนักข่าวว่า “ไม่เข้าใจแม่งถามได้ไงวะเนี่ย...เอ๊ะมันเกี่ยวตรงไหนวะ”

หลังจากนั้นก็ พูดเรื่องบัวใต้น้งใต้น้ำ  ก็น่านนะดิ มันไม่เห็นจะเกี่ยวกัน ไอ้บ้านี่ (นักข่าวแหละมั๊ง)





เวลาคนมีความเครียดมากๆ มันเพี้ยนกันได้ทุกอาชีพ เป็นข้าราชการ เป็นรัฐมนตรี เป็นนายก เป็นประธานาธิบดี เป็นรองนายก เครียดได้ เพี้ยนได้หมด อยู่ที่ว่า มันจะบ้า หรือเพี้ยนนานเพี้ยนหนักกว่ากันแค่ไหน

ประเทศไทยป่วยหนัก เข้าขั้นวิกฤติ นี่เห็นข่าวข้าราชการระดับสูง ฉกภาพวาด ถูกดำเนินคดี เห็นข่าวคนออกกำลังกายตามนโยบายวันพรุดตาย เห็นข่าวการบินเทย (ออกเสียงแบบเทพเทือก) ว่าจะฟ้องโรลสรอยด์ข้อหาว่า ออกมาสารภาพว่าติดสินบน น่าน กรูจะบ้าไปกะมึง บ้านกูป่วยหนักมากจริงๆ เห็นข่าวคนที่นั่งรถไฟไปสวนอะไรสักอย่างที่ประจวบถูกศาลสั่งจำคุก ข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้าคณะปฎิวัติ นี่บ้าหนักเลย (คนนั่งรถไฟน่ะ) เขาสั่งห้ามก็ยังบ้าจะฝ่าฝืน ไอ้พวกบ้ามันสั่ง ก็ไม่รู้จักทำตาม ล่าสุด ข่าวคราฟท์เบียร์ อีกหน่อย พวกไข่ลวก ไข่ต้ม ผัดกะเพรา ที่เขาขายในร้านโคตรสะดวกซื้อ คนไทยคงทำกินเองไม่ได้ เพราะผิดกฎหมา(ย)

แล้วก็นะ  พวกนักข่าวนี่ก็เหลือเกิน ยิงคำถามบ้าๆบอๆ คนเขาไม่ชอบให้ถามก็ถามอยู่นั่น ปล่อยๆมันไปบ้างเถอะ คนมันเครียด อย่าไปปลุกเร้ามาก เกิดตลั่ง เส้นเลือดแตกขึ้นมาจะทำยังไง บ้านเมื่องจะไร้ผู้นำไม่ได้นะ ดูอย่างอเมริกาสิ ขนาดเข้าสาบานตนได้แค่ไม่กี่วัน อาการเริ่มออก ส่วนไอ้บ้าที่บ้านผม มันบ้ามาตั้งแต่สมัยสั่งห้ามผัดกระเพราะนู่นแล้ว ไอ้นั่นรักษาไม่ได้แล้ว เฮ่อๆๆ เพื่อนผมมันเกลียดกลิ่นกระเพรา มันบอกทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง เลยไม่กิน

ภาพจากไทยรัฐ


โรคจากความเครียดเนี่ย เบิกได้นะ ตามกฎกระทรวงเรื่องโรคจากการทำงาน แต่ไม่แน่ใจนะว่าไอ้บ้าที่ออกทีวี มันเครียดจากการทำงานรึเปล่า อาจจะเครียดจากต่อมลูกหมากโต หรือไม่ก็ระดับฮอร์โมน เทสทอสเตอโรน ต่ำ ก็เป็นไปได้ มันเป็นไปได้หมดแหละ

ในฐานะนักความปลอดภัย อาชีวอนามัย นั่งดูข่าว ทางยูทิวเบอะ ก็พลอยเครียดตามไปด้วย เออนะ ประเทศกู ป่วยมากจริงๆ  ไปดีก่า อย่าถามคนบ้า อย่าว่าคนเมาเบียร์คราฟท์ มันผิดกฎหมาย เข้าใจป่าว อ่ะ ไม่เข้าใจ งั้นก็พวกบัวใต้น้ำล่ะดิ ในสังคมไทย มีทั้งคนดีและคนไม่ดี พวกคนไม่ดี นี่เป็นบัวใต้น้ำ ส่วนพวกคนดีที่รับสินบนโรลสรอยด์นั่น เขาไม่ได้เจตนา แต่เพราะมีคนไม่ดีมาเสนอติดสินบน ก็เลยพลอยติดร่างแหไปเท่านั้น เหอะๆๆๆ เหอๆๆๆๆ ไอ้บ้า พูดไปได้ ไม่เข้าใจ บ้าจริงหรือเมายากันยุง





วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

แบ้งค์กงเต็ก กับเพอร์มิททูเวิร์ค





โดนัลทัมป์คงใจแทบขาดถ้ามาเห็นบ้านเราเผาแบ้งค์ดอลลาร์เป็นปึกๆ

ให้มันรู้ซะมั่งว่าประเทศไหนมั่งคั่งที่สุด เมื่อวานนี้ ไอเผาไปสามเข่งใหญ่ๆ ส่งไปให้ ก๋ง เตี่ย (วันนี้อยากเป็นลูกจีนกะเขามั่ง ปกติไม่ได้เรียกเตี่ย) แบ้งค์กงเต็กดอลลาร์ที่เผาส่งไปเมื่อวานทำให้ผมกังวลจนนอนไม่หลับ หลังจากกลับถึงบ้านแล้ว ก็ค่อยมานึกได้ว่า ตายห่าละสิ เตี่ยกูจะไปแลกที่ไหนละเนี่ย เอาไว้ปีหน้าดอลลาร์อ่อน บาทแข็งกว่านี้ ผมจะเผาเงินไทยไปให้ละกัน

การเผาแบ้งค์ เผารถ เผานาฬิกา เสื้อผ้าแบรนด์เนม ส่งไปให้ผู้ล่วงลับ มันเป็นพิธีกรรม ที่ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม เห็นคนอื่นเผา ก็เผากับเขามั่ง นี่ถ้าไอ้ข้างบ้านมันเผาบีเอ็ม เผาเบ้นซ์ หรือเผาบ้านมันจริงๆ ผมก็ยังไม่รู้เลย ว่าจะเผามาสด้าเก่าๆ ส่งไปให้เตี่ยมั่ง มันจะสมหน้าตาและฐานะกระจอกๆกะเขามั๊ย

เอาเป็นว่า พิธีกรรมพวกนี้ เขาทำๆตามๆกันมา เรื่องเซฟตี้ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้คนไทย เห่อใส่เสื่้อสะท้อนแสงสีเขียว ใส่หมวก ในพิธีเปิดป้าย เปิดงาน ปล่อยขบวนรถ สาระพัด ประมาณว่า เรานี่โคตรจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเรย
ไอ้เรื่องพิธีกรรมนี่ ถนัดกันนัก แต่ไอ้เรื่องที่มีความจำเป็นและสำคัญ ไม่ชอบ อย่างเรื่อง Permit To Work คนเอเชีย เกือบทุกชาติ ไม่เฉพาะในกะลาแลนด์ เป็นแบบเดียวกันหมด ไม่ชอบ ไม่ทำ แถมบ่นอีกว่า เสียเวลา ขั้นตอนเยอะ เอกสารมากมาย ทำไมต้องมีฟอร์มนั้น ฟอร์มนี้ บางแห่งฉลาดหนักมาก มีฟอร์มเดียว หน้าเดียว ใช้ได้ทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานขี้หมูราขี้หมาแห้ง เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เสียเวลา
ไอ้ความคิดที่ว่า ต้องทำเซฟตี้ มันมีอยู่แถวๆในประเทศแถบเอเชียนี่แหละ จะเชื่อมจะตัดทีต้องตรวจนู่นตรวจนี่ โคตรจะเสียเวลาเลย นี่ถ้ามีงานที่สูงด้วยนะ โอยต้องมีแบบฟอร์มทำงานบนที่สูง ต้องนู่นนี่นั่น เสียเวลาจริงๆเลย

พอถามเข้าว่า ไอ้ที่มึงว่าเสียเวลาเนี่ย เวลาของใคร  เวลามึงหรือเวลานายจ้าง เคยเห็นไหม หมาหงุดหงิด โดนเหาแดก คันยิกๆ เกาไปครางไป แหมเซฟตี้แม่งเรื่องมาก หงิงๆ กฎเกณฑ์เยอะ สร้างแต่ความกลัว กดขี่ชีวิตกูจัง หงิงๆๆๆ

ในระบบ Permit To Work เนี่ย มันไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนเลย มันเป็นระบบที่โคตรจะมีประสิทธิภาพต่ำที่สุดด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับมาตรการอื่นๆ เช่นมีระบบตัดแก็สอัตโนมัติ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ระบบขึงตาข่ายรองรับคนตก หรือปีกแบบพกพาได้ เวลาตกก็มีเซ็นเซอร์ กางพรึบ ต่อให้หล่นยากยอดตึกใบหยก มันก็ไม่ตาย แต่คำถามก็คือ มึงมีของแบบนั้นมั๊ยล่ะ ไอ้ขี้เกลือ
ในระบบ Permit To Work มันจึงเป็นระบบที่อาศัยกระดาษมาเป็นเครื่อง เป็นข้อตกลงว่า เอาละนะ ถ้ามึงทำตามนี้ หนึ่งสองสามสี่ห้า กูจะอนุญาต แล้วไอ้คนอนุญาตก็เซ็นฉึกลงไป ส่วนไอ้คนรับใบอนุญาต ก็รับว่าข้าพเจ้าจะทำตามที่กำหนดนั้น เซ็นฉับลงไป ถ้าผิดไปจากเงื่อนไขก็สั่งระงับยับยั้ง
ถ้าไปเจอเอาไอ้พวกเผาแบ้งกงเต็ก สักแต่ว่าเซ็นๆกันไป แล้วมันจะเป็นยังไง

เซฟตี้เนี่ย ว่ากันไปแล้ว มันไม่ต้องมีกฎนู่นนี่ ให้ไอ้พวกโลกสวยมานั่งกระแนะกระแหนว่า กฎเซฟตี้ มีไว้เพื่อสร้างบรรยากาศมาคุ สร้างความหวดกลัว ทำไมไม่ใช้วิธีละมุนละม่อม ทำไมการละเมิดกฎอย่าง Lock Out Tag Out กฎอย่าง Permit To Work จะต้องซีเรียส ทำไมไม่ให้โอกาส 

ก็เอาดิ ให้โอกาสก็ได้ เราอนุญาตให้โรงงานเราระเบิดได้ไม่เกินปีละสามครั้ง อนุญาตให้พวกมึงเอามือยัดเข้าโรลเลอร์ได้ห้าครั้ง แขนขาดได้ไม่เกินสี่คน เอาแบบนั้นไหมล่ะ

กฎพวกนี้ ที่เขาเรียกว่า โกลเด้นรูล ที่เอาไปผูกกับงานอันตรายอย่าง Permit To Work เป็นส่วนใหญ่ก็เพราะเขากลัวไอ้พวกเผาแบ้งค์กงเต็กนี่แหละ พวกที่สักแต่ว่าเซ็นๆไป ถวายเจ้า (นาย)

เซฟตี้ ไม่ต้องมีกฎอะไรมากมายหรอก ว่ากันตามจริงๆ ธรรมชาติของเซฟตี้ ถ้าไม่เซฟ มึงก็เจ็บ ก็ตาย (เวลาโน๊สอุดมพูดมึงๆกูๆ แหม มันน่ารักจัง) มึงไม่ต้องมาเถียง ว่าทำไมไม่ใช้วิธีการอบรม การชักชวน การโน้มน้าว นี่ กูจะบอกให้นะ ความเสี่ยงที่เกี่ยวโยงกับการที่ไอ้พวกเผาแบ้งกงเต็ก เซ็น Permit ซี้ซั็วมันสูง มันตาย เวลาตาย ไม่ได้ตายคนเดียว มึงเข้าใจยัง

แต่ก็อีกนั่นแหละ คนไม่เข้าใจ ยังไงก็ไม่เข้าใจ พูดเรื่องนี้ซ้ำๆซากๆ คนมันไม่เห็นด้วยมันรำคาญ เหมือนเสียงชักโครกจากห้องข้างบน เวลานอนโรงแรม แหมมันโคตรจะหนวกหู

แต่เสียงชักโครก จากห้องที่มึงยืนรอ ปวดขี้จนแทบราด เสียงชักโครก ครืดๆๆๆๆปรี๊ดๆๆๆๆ ตามมาด้วยเสียงขยับนุ่งกางเกงของไอ้คนข้างใน มันยิ่งกว่าเสียงสวรรค์เลยนะมึง ไม่เชื่อลองคิดดู สักวันมึงจะคิดถึงคำพูดกู









วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Reptelian Brain มึงกราบรถกู


ผมเคยเขียนเรื่อง สมองกิ้งก่า ปัญญากิ้งกือไปแล้วรอบหนึ่ง วันนี้ มีอีกแล้วครับ ปรากฎการ "กราบรถกู" ดูวิดีโอนี้แล้วชอบมาก

สุดยอดครับ ก้มกราบรถกู

ให้เครดิตเจ้าของภาพ และวิดีโอ

จะว่ากันไปแล้ว เราทุกๆคน มีสิทธิ์ที่จะตกอยู่ภายใต้ภาวะ สมองเหี้ยครอบงำได้ง่ายๆ อาการก็ไม่แตกต่างกัน นั่นก็คือ การแสดงอำนาจ ข่มคนอื่น ที่มาล่วงล้ำอาณาเขต หรือจะเป็นภัยคุกคาม พวกสัตว์เลื้อยคลาน เหี้ย ตะกวด กิ้งก่า หมา แมว เป็นเหมือนกันหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งคน เพราะอย่างที่ทราบ เรามีสมองส่วนเล็กๆที่อยู่ใต้สุด ที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการ นั่นก็คือ Reptelian Brain เวลามันทำงาน สมองส่วนที่เป็น Emotional Brain กับ สมองส่วนทีทำหน้าที่ในการคิดพิจารณามันหยุดทำงาน ในเพลานั้น แผงคอ ชูชัน ใบหน้า แววตา เกรี้ยวกราด เขี้ยวในปากเผยอกว้าง อะดรีนาลีนฉีดเต็มที่ หัวใจเต้นแรงรัว เลือดไหลพลุ่งพล่านไปยังกล้ามเนื้อทุกส่วนที่เตียมพร้อมสำหรับการใช้กำลัง นั่นล่ะ อาการสมองเหี้ย

 

หัดนั่งสมาธิ ควบคุมสติอารมย์กันบ้างนะ สมองเหี้ยจะได้ไม่ออกมาอาละวาดบ่อยๆ

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

เซฟตี้ กับ ยามตีแหม่ง

เป็นเซฟตี้มาหลายปี บทบาทหน้าที่เปลี่ยนไปจากสมัยแรกๆ เป็น จป. ทำงานคนเดียว เมื่อปี พ.ศ. 2528 สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายความปลอดภัยอะไรมากมาย ทำมันทุกเรื่อง ไม่มีลูกน้อง ที่พอจะพึ่งพาได้ก็มีบรรดา รปภ.ที่เขายกมาให้ดูแล เพราะชื่อตำแหน่งมันไปหมิ่นเหม่ใกล้เคียงกัน "เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย" จนเดี๋ยวนี้ เวลาโฆษกเขาแนะนำวิทยากร ก็มักจะเติมให้ว่า อดีต เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บริษัทนั่นนู่นนี่ 

พอเติบโตมา เปลี่ยนจากเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นผู้จัดการ ก็ยังไม่วาย ได้รับตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัย ป๊าดโธ่ จะว่ากันไปแล้ว หน่วยงานสองหน่วยนี่มันแยกกันไม่ได้ งานรักษาความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Security Management มันมีความเหมือนกับงานเซฟตี้อยู่หลายอย่าง และที่เหมือนกันแบบแยกกันไม่ได้เลยก็คือ การป้องกันและระงับความสูญเสีย เพราะฉะนั้น ในเมืองนอก เขาจึงมีแผนก Loss Prevention and Control ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองหน้าที่นี้ก็คือ งานรักษาความปลอดภัย เน้นไปที่ภัยที่จะเกิดจากเจตนาของคน เช่น ลักขโมย วางเพลิง ทำร้ายร่างกาย ก่อวินาศกรรม ทุจริต บุกรุก เป็นต้น ในขณะที่งานด้านความปลอดภัย จะเน้นไปที่ภัยที่เกิดจาก อันตรายหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ไม่พึงประสงค์ ไม่ได้วางแผนไว้ให้มันเกิดแบบนั้นแบบนี้ เรียกรวมๆว่า Incident หรือ ถ้ามีความสูญเสียเกิดขึ้น ก็เรียกว่า Accident ใครที่ยังมั่วๆอยู่กับคำนิยามสองคำนี่ก็ไปหาตำหรับตำรามาอ่านเสียใหม่


ด้วยความเหมือนและความต่าง ของงานสองแบบนั่น เรายังมีความเหมือนกันแบบแยกกันไม่ออกอีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการบริหารความเสี่ยง ที่มีจุดเริ่มต้นแบบเดียวกันก็คือ การประเมินความเสี่ยง

งานรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. เป็นงานที่ต้องประเมินความเสี่ยง ว่าอะไรที่ไหน มีจุดอ่อน มีความล่อแหลม เป็นช่องว่างให้เกิดความสูญเสีย เพราะฉะนั้น หากมีบริษัท รปภ.เข้ามาหาผม แล้วถามผมว่า จะเอา รปภ.กี่คน เอาผู้ชายกี่คน เอาผู้หญิงกี่คน แบบนี้ ผมจะบอกว่า ไปไกลๆเลย คุณเข้ามาขายบริการรักษาความปลอดภัย และบอกว่าเป็นมืออาชีพ แต่กลับข้ามขั้นตอนที่สำคัญที่สุดไปได้อย่างน่าโมโห ทำไมคุณไม่สำรวจสภาพต่างๆ ประเมินความเสี่ยง ระบุจุดล่อแหลมต่างๆแล้วค่อยเสนอมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความปลอดภัยมา บางจุดการใช้เครื่องมือ ระบบตรวจจับ และส่งสัญญาน มีความจำเป็นมากกว่าไปเอาคนมาใส่ชุดยืนตะเบะตะบี้ตะบัน  ประตูหน้าต่าง รั้ว ที่มีอยู่ต้องเพิ่มเติม ต้องดัดแปลงปรับปรุง แสงสว่าง ต้นไม้ที่ยื่นกิ่งล้ำข้ามรั้วมา พวกนี้ บริษัทรักษาความปบอดภัยแบบจับเสือมือเปล่า แบบประเภทหากินง่าย ไปต้อนคนขึ้นรถมาจากบ้านนอก เอามาใส่ชุด รปภ. สอนขวาหันซ้ายหันแล้วเอามาลงประจำจุด จะโดนผมด่าหนัก และยิ่งไอ้ประเภท ชาร์จค่าวิทยุ ไฟฉาย กระบี่กระบอง ค่าเครื่องแบบบ้าบอคอแตกมา แบบนี้ไปไกลๆ(ตีน) ถ้า รปภ.ของคุณไม่สามารถสื่อสารกันด้วยโทรจิตได้ หรือเห็นในที่มืดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์พวกนั้น ก็แสดงว่า เขาจะทำงานได้เต็มที่ไม่ได้โดยไม่ใช้วิทยุ เพราะฉะนั้น อย่ามาชาร์จเงินผมเพื่ออุปกรณ์ที่จะทำให้คุณทำงานได้ มันไม่เมกเซนส์  และร้อยทั้งร้อยครับ บริษัท รปภ.ในบ้านเรา มันมั่ว มันมีสี มันมีนาย แต่มันไม่มืออาชีพ ไอ้พวกนี้ ไม่เคยได้งานจากผมแน่นอน ส่วนไอ้พวกที่เคยได้งาน เพราะมีใต้โต๊ะ มีนอกมีในกับคนเก่าๆ รับรองได้ กระเจิง เคยมีเจ้าของบริษัท รปภ. เป็นจ่า อยู่แถวๆบ่อวิน มาขู่ผมถึงถิ่น หลังจากโดนยกเลิกสัญญา บ้านเรามันเป็นแบบนี้แหละ และนี่เป็นเหตุผลเดียวที่ผมทำใจลำบากเวลาถูกประกาศว่าเป็น ผู้จัดการรักษาความปลอดภัย เพราะคนที่เขาทำงานด้านนี้ เขาไม่มีความเป็นมืออาชีพ รปภ.มาแต่ละนาย ไม่กล้าแม้กระทั่งจะขอตรวจบัตรพนักงาน ไม่กล้าตรวจค้นใคร ไม่กล้าที่จะทำตามมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบมืออาชีพ คุณว่าจริงไหม จ้างมานั่งเฝ้าป้อมยามโดยแท้


สมัยอยู่โรงไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย ก็เป็นแบบที่ผมว่า ยาม มีหน้าที่อันทรงเกียรติประการหนึ่ง คือ คอยวิ่งถือธงเขียวนำหน้ารถ เอ็มดี วิ่งเหยาะๆ จากปากประตูโรงงานโอเลฟิน เพียงแค่ว่า นายจะได้ไม่ต้องลงไปแลกบัตร เพียงแค่ว่าจะได้บายพาสระบบรักษาความปลอดภัยของเขา เพียงแค่ว่าเพื่ออำนวยความสะดวก และเพียงแค่ว่า เป็นการอวยเกียรติเจ้านาย ทำไมล่ะ เป็นเอ็มดี ติดบัตรพนักงานมันลำบากตรงไหน ไม่มีบัตรเรอะ ก็ลงไปแลกบัตร บันทึกการเข้าออก มันจะตายเรอะ หรือว่าชอบแบบที่ว่าใครจะเดินเข้าเดินออกโรงไฟฟ้าเมื่อไหร่ก็ได้ เผลอไปกดปุ่มฉุกเฉิน แก็สเทอร์ไบน์ร่วงไปสักบล็อกหนึ่งแล้วลูกค้าอีกยี่สิบสามสิบรายไฟดับ โดนปรับบานเบอะ ชอบแบบนั้นเรอะ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://i-worksafe.blogspot.com/2010/12/emergency-pre-planning.html


นี่แหละตัวอย่าง แพระดิมชิฟท์ เปลี่ยนมุมมองในเรื่องความเสี่ยง มันเปลี่ยนยาก ถ้าสันดานไม่เปลี่ยน มองความเสี่ยงไม่ออก ถึงมองออก ก็ไม่เชื่อถือว่าผลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ถึงเชื่อ ก็ไม่ทำตามมาตรการที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้นลงอย่างเคร่งครัด เจ้ายศเจ้าอย่าง บายพาสหมดทุกระบบ เหลือแต่กาก โรงไฟฟ้าที่ว่านี้ พวกหมวกสีทองนี่ตัวดีเลย เจ้ายศเจ้าอย่าง ซ้อมแผนฉุกเฉินที จะมีคนจัดเตรียมหมวกสีทองวางบนโต๊ะปูผ้าขาวไว้ให้ พวกนี้ ปีชาติหนึ่งอยู่ออฟฟิศที่กรุงเทพ แต่กลับมีชื่อเป็น อีเมอร์เจนซี่คอมมานเดอร์ อบรมอะไรที่เกี่ยวกับ Emergency Comnand Center ก็ไม่เคย โอย กรูจะบ้า ให้ไอ้พวกบ้านี่สั่งการระงับเหตุ มีหวังตายกันเป็นเบือ เริ่มต้นผิด ก็ติดเป็นสันดาน พอจะเปลี่ยนให้ถูก แหมดิ้นพล่าน โวยวาย นั่นนู่นนี่ นี่ไง พวกที่ยากต่อการเปลี่ยนมุมมองในการบริหารความเสี่ยง สันดานชิบ!!
เรื่องทำนองนี้มีอีกมากมาย เล่ากันไม่จบ เอาไว้มาต่อกันว่า เราจะจัดการกับการต่อต้านความเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร


http://i-worksafe.blogspot.com/2010/12/emergency-pre-planning.html

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

พาราไดม์ชิฟท์ ปาร้าดำชิบ


มีข่าวเฮดไลน์อยู่สองข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกสลดหดหู่ ก็คือ ข่าวระเบิดที่ถังเก็บน้ำเสียของโรงงานแห่งหนึ่งในภาคอีสาน และข่าวเรือล่ม คนตาย คนสูญหายร่วมๆ 26 ศพ

หัวข้อที่เขียนวันนี้ คือ Paradigm shift regarding risk -การเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยง - หุหุ ฟังดูเป็นงานเป็นการเกิ้น! เอาแบบสไตล์ผมเลยนะ  เป็นการเปลี่ยนกมลสันดานเรื่องการบริหารความเสี่ยง!!

บางคนคงเริ่มสงสัยและเริ่มเดาไปพลางๆว่ามันคืออัลไลย์ ... อะไร(วะ) พาราไดม์ ชื่อคล้ายๆโรงแรมม่านรูด เอ...มันจะเหมือน พาราไดซ์ไหมหน้อ... เอะ รึว่ามันคือปาร้าดำชิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ เอาปลาร้ามาทำแผ่นอบกรอบใส่ถุงส่งนอก ...
Paradigm -ตามดิกชันนารี อ่านว่า "แพ-ระ-ดิม" กระดกลิ้นเล็กน้อยตอนออกเสียง แพร์ หระ ดิ่ม จะฟังดูดีขึ้นเยอะ มันแปลว่า แบบอย่าง หรือต้นแบบ หรือโมดล อะไรทำนองนั้น ส่วนชิฟท์ ออกเสียง ถึๆ ข้างหลังหน่อยหนึ่ง แปลว่า เคลื่อนหรือเลื่อน อ่ะ แล้วมันแปลว่าอัลไลย์ ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้ เวลาเอามารวมๆกันแล้วมันฟังดูพิลึก กึ ดี ...

สมัยนู้นๆๆๆๆๆ ตอนยังไม่มีรถยนต์ใช้ พาหนะสำคัญในเมืองนอกคือม้า ขี้ม้า หี้ กั่บๆๆๆ ยิงกันสนั่นในหนังเด็กเลี้ยงควาย (Cow Boy movies) จะเห็นว่า เบาะรองนั่งกันขนม้าทิ่มตูด (ภาษาไทยแท้) ก็ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างเข้ากับสองอย่าง คือหลังม้า กับตูดคนนั่ง ต่อมา พอมีรถจักรยาน อานรถจักรยานก็ยังออกแบบมาให้เหมือนอานม้าอยู่ดี ยิ่งจักรยานแข่ง อานแหลมเปี้ยว นั่งแล้วเจ็บตรูดชะมัด เบาะรถมอเตอร์ไซค์ แม้แต่เบาะรถยนต์สมัยแรกๆ ยังคงรูปร่างแบบอานม้า กว่าจะเปลี่ยนรูปร่างมาเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน มันต้องผ่านการยอมรับและการต่อต้านมาหลายชั่วอายุคนเลยทีเดียว ไอ้ปรากฏการณ์ที่คนเกิดการเปลี่ยนกรอบความคิดและยอมรับสิ่งใหม่ๆนั่นแหละ เรียกว่า ปาร้าดำชิบ หรือ แพระดิมชิฟท์ถึ โอ้วแม่เจ้า เถียงกันข้ามศตวรรษ หากใครเกิดไปออกแบบอานหน้าตาแปลกๆมาละก็ จะถูกประนามหยามเหยียดว่านอกคอก พิเรนทร์ บัดซบ สิ้นคิด อะไรประมาณนั้นเลยเชียว





การเปลี่ยนวิธีคิด หรือกรอบความคิดเกี่ยวกับความเสี่ยง ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการการที่จะเปลี่ยนบรรยากาศด้านความปลอดภัยในองค์กร หรือที่เรียกว่า เซฟตี้ไคลเมท ถึ (Safety Climate) บางคนทำหน้างงหนักเข้าไปอีก ยกตัวอย่างเช่น ในบางองค์กร บรรยากาศความปลอดภัย มันสบายๆ ไม่ซีเรียส คือ มึงอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำกูก็ไม่ได้ว่าอะไร อยากมาเมื่อไหร่ก็มา อยากเชื่อมตรงไหนก็เอาเลย หู้ย!! เปอร์หม่ง เปอร์หมิด เรอะ วุ้ย!!! เปิดก็ได้ ไม่เปิดก็ได้ - นี่เป็นบรรยากาศความปลอดภัยแบบหนึ่ง ที่ระบบการจัดการไม่ได้เข้มงวด กฎระเบียบ มีไว้อวดตอนออดิท 

บางแห่ง จะเข้า จะออก เครื่องไม้เครื่องมือ ตรวจกันละเอียดเปะ คนที่จะมาทำงานก็อบรมกันอย่างกับจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนจะทำงานได้ต้องขออนุญาต มีคนไปตรวจหน้างาน อันไหนไม่ถูกก็จะต้องแก้ไข จนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัย จึงเริ่มทำงาน มิหนำซ้ำจะมีคนมาตรวจอยู่เรื่อยๆ หากเกิดการฝ่าฝืน จะถูกสั่งหยุด ดีไม่ดีอาจจะถูกเนรเทศออกนอกไซท์งานเอาเสียง่ายๆ  นี่ก็เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง ทีนี้ลองจินตนาการว่า ไอ้เซฟตี้ มันมาจากบรรยากาศแบบมาคุแบบหลัง ส่วนไอ้ผู้จัดการ ไอ้วิศวกร ไอ้ซุปเปอร์ไวเซอร์ มันมาจากบรรยากาศแบบสบายๆ แบบโรงงานเถ้าแก่ มันจะเกิดอะไรขึ้น แพระดิมชิฟท์ถึ คงมันส์พิลึก มันก็เป็นไปได้สองทาง คือ เซฟตี้แพ้ ลาออก ถูกบีบ ถูกอัด กระเด็น ไปขายประกัน ไอ้พวกสบายๆเฮๆๆๆๆ หนุกๆๆๆ สามวันต่อมา ปล่อยผู็รับเหมาไปเชื่อมถัง ไม่ตรวจวัด ไม่กำจัดก็าซไวไฟ ระเบิดตูม ตายสาม คราวนี้ละมึง แพระดิมชิฟท์ของแท้ ชิบหายไง เป็นประเภท ไม่เห็นศพ ไม่หลั่งน้ำตา ไอ้ฟาย
การเปลี่ยนกรอบความคิดเกี่ยวกับความเสี่ยงมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนตั้งแต่สิ่งเหล่านี้ คือ
1. อันตรายทุกอย่าง มีระดับความเสี่ยงที่ไม่เหมือนกัน ในสถานะการณ์ที่ต่างกัน ความเสี่ยงก็ไม่เท่ากัน
2. ความเสี่ยงที่ค้างอยู่ หรือที่เรียกว่า เรซิดวลริสก์กึ (Residual Risk) จะต้องอยู่ในระดับที่เรียกว่า อาหลาบ (ALARP)
มีใครรู้จักอาหลาบมั๊ย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://i-worksafe.blogspot.com/2010/11/alarp.html
3. ความเสี่ยง เป็นเครื่องมือในการบริหาร ที่แห่งไหนที่ประเมินความเสี่ยงเพียงแค่ให้ได้ OSHAS 18000 แล้วเก็บเข้าลิ้นชัก เอาไว้อวดออดิทเทอร์ ก็เตรียมได้เลย ความเสี่ยงมันต้องถูกเอามาใช้ทุกวัน ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะมีคนแบบไหนในบรรยากาศแบบไหน คนต้องยึดเอาความเสี่ยงเป็นจุดยุติในการโต้เถียง ถ้าความเสี่ยงสูงมากๆ จะหยุดก็ต้องหยุด ไม่ใช่มาด่ากัน มึงรู้มั๊ย กรูเป็นคราย!!! เฮ้ย กรูเป็นผู้จัดการโครงการนาว้อย !!! พอระเบิดตูม!!! กรูไม่รู้ กรูไม่ได้เป็นผู้จัดการโครงการ ถุย! ไอ้ฟาย
4 ความเสี่ยงเป็นเครื่องมือในการชี้ชัดความเร่งด่วน และการจัดสรรทรัพยากร เพื่อจัดการกับมัน ไอ้ประเภท เป็นมะเร็งแล้วเอายาหม่องตราลิงมาทา ขอทีเถอะ
อธิบายมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่า แพหระดิมฉิบ มันเป็นการเขย่าองค์กร ตั้งแต่หัวจรดหาง ถ้าความคิด มุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงยังไม่เปลี่ยน รอไปเถอะครับ อย่าหวังว่าจะได้เข้าไกล้คำว่า ซีโร่ฮาร์ม คงมีแต่ซี้แล้วหามประการเดียวเท่านั้นแหละครับ ไปดูข่าวงมศพก่อนนะ ยังหาไม่เจออีกสามศพ
จบก่อนดีกว่า ตัดเข้าโฆษณา ข้าวเกรียบรสปราร้าดำ ตราฉิบหาย กินแล้วจะติดใจ คำเดียวสั้นๆ ฉิบหาย ฉิบหาย กร่อบๆๆๆๆๆ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ภาวะผู้นำ


ภาวะผู้นำ หรือที่เรียกว่า หลีดเด้อชิบ (ออกเสียงแบบไทยกระแดะ)  หรือ ลีดเด้อฉิบ (ออกเสียงแบบสำเนียงอเมริกันตกยาก คือมาอยู่กับเมียไทยหลายปี คำส่งคำศัพท์ลืมเกลี้ยง นอนอยู่เถียงนาน้อยเป็นเวลาเนิ่นนาน)
คำนี้คำเดียวเนี่ยนะ สร้างความมึนงง ให้แก่ผู้คนมาหลายชั่วศตวรรษ โดยเฉพาะ คนไทย ที่ในยามนี้ ท่านผู้นัม มีปัญหาภาวะผู้นำเอามากๆ นี่เห็นร่ำๆว่าจะอยู่เป็นนายกต่อไปอีกสักยี่สิบปี ตายกูตาย แค่นี้ก็จะเลียกระดานกันอยู่แล้ว โอยๆ (ผมพูดถึงท่านผู้นัม ของชนเผ่าดั้งแปบนะ คนที่เอาเรื่องเสือตาเหลืองมาเล่าให้ฟังไง จำได้มั๊ย )
ภาวะผู้นำ มันมีอยู่สามแบบ ที่ส่งผลเรื่องความปลอดภัย
แบบแรก เรียกผู้นำแบบนี้ว่า ผู้นำแบบ คสช. คือผู้นำแบบว่า คุณสั่งมาผมจึงช่วย ผู้นำแบบนี้ เป็นประเภทที่ว่า เดินผ่านไปเห็นถังน้ำมันหกรั่วอยู่ พวกนี้จะรีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณว่า คุณไม่ได้สั่ง ผมเลยไม่ช่วย บางคนขนาดน้ำมันหกขวางทาง มันยังกระดึ๊บๆ ผ่านไปหน้าตาเฉย  บางคนก็บ่น กระปอด กระแปด กระปริบ กระปรอย ว่า แหม ดูซิเนี่ย อันตรายจังเลย แหม เซฟตี้เราเนี่ยไม่เอาใจใส่ดูแลเลย ว่าแล้วก็ถ่ายรูปแชะ แล้วเดินจากไป

แบบที่สอง ผู้นำแบบ สทรร. เสือกทุกเรื่องที่มีเรา ผู้นำแบบนี้ ไม่ต้องมีใครมาสั่ง ทำเลย กระวีกระวาดจัดการหาผ้าขี้ริ้ว มาซับมาเช็ด หาทรายมากลบ หาป้ายมาวาง กลัวคนอื่นและตัวเองจะได้รับอันตราย ถ้าเป็นสมัยยุคหิน ผู้นำแบบนี้แหละที่กระโดดขวางเสือเขี้ยวยาวไว้ จนโดนเสือคาบไปแดรก

แบบที่สาม เรียกว่า ทูเกตเตอร์วีสะตอง คือแบบว่าทุกเรื่องไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเราด้วยกันทั้งหมดช่วยเป็นหูเป็นตา ไม่ใช่ว่า ใครเอากระเป๋าเป้มาวางไว้ข้างศาลพระพรหม กูไม่สนใจ ไม่ใช่ธุระกู สุดท้าย ตูมสนั่น

คุณว่าในกะลาแลนด์แดนดั้งแปบนี้ มีภาวะผู้นัมแบบไหนเยอะกว่ากัน




บันไดห้าขั้นเพื่อรู้ทันและป้องกันอุบัติเหตุ

สมัยเรียน มีอาจารย์ที่เคารพมากอยู่ท่านหนึ่ง สอนวิชา Industrial Safety

ท่านเริ่มสอนพวกเราด้วยหัวข้อเรื่อง การตั้งโรงงาน
เรียนไปจนหมดภาค ก็ยังตั้งโรงงานไม่เสร็จ
มาหนนี้ ผมได้รับเชิญไปบรรยายในงานสัปดาห์ความปลอดภัยภาคที่สงขลา โดยได้รับมอบหมายมาให้พูดหัวข้อว่า 5 ขั้นตอนรู้ทันปัญหาเพื่อการป้องกันอุบัติเหตุ นี่มันก็คล้ายๆกับหัวข้อที่ว่า ตั้งโรงงานอย่างไรให้ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ หัวข้อมันมโหฬารมากเลยครับท่านผู้อ่าน
ไม่ต้องตกใจ รับรองว่าจะเอาให้จบในการบรรยายหนึ่งวัน ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปว่า ใครเอาเทคนิคห้าขั้นตอนไปใช้แล้วอุบัติเหตุไม่ลดลง ให้มาเรียนซ้ำได้
ก่อนที่กูรูวิชาทำข้าวมันไก่ จะสอนเคล็ดลับ มันก็ต้องอารัมภบท ไหว้ครูกันก่อน อ่ะ ขยับเข้ามา ดอกไม้ ใส่พาน ค่าบูชาครู สองสลึง พร้อมยัง
มีใครรู้ไหมว่า อุบัติเหตุในสากล ละ โลก นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้าเป็นสมัยมนุษย์ยุคหิน ก็คงจะตอบว่า อุบัติเหตุ เกิดจากความประมาท แบบว่า วิ่งไล่หมู หมา กา ไก่ หาอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่ดีๆ ไม่ทันระวัง ตกเขาตาย หรือไม่ก็ถูก เสือ สิงห์ กระทิงดุ เล่นงานเอาถึงตาย ส่วนไอ้พวกที่รอดมาได้ก็มาเล่าให้คนที่เหลือฟัง ว่าไอ้เสือใหญ่ตัวนั้น ตามันสีเหลืองเป็นประกาย เขี้ยวยาวลากพื้นแกรกๆ พละกำลังราวช้างสาร แล้วก็เติมความพิศดารเข้าไปอีกนิดหน่อย พวกลูกเล็กเด็กแดงฟังกันตาแป๋ว ตอนจบ ลงเอยว่า ถ้าจะเข้าป่าล่าสัตว์ แล้วแคล้วคลาดจากเหตุเภทภัย ก็ต้อง หาเครื่องสังเวยมาบูชา เทพเจ้า ฮูลูลู โดยที่จะต้องให้ข้าเป็นผู้จัดพิธีขึ้น และนี่เลย หินวิเศษ เอาไว้อม เวลาออกป่า ว่าแล้วก็เอาไปวาดไว้ข้างผนังถ้า เพื่อใช้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา





อ่ะ มะ...เข้ามาดูใกล้ๆ นี่คือภาพเขียนสี ที่ถ้ำแห่งหนึ่งแถวๆบ้านเชียง ที่เข้าใจว่า เซฟตี้ประจำชนเผ่า ดั้งแปบเขียนเอาไว้ ยังไม่มีผู้ใดถอดรหัสออกมาเป็นตำหรับตำราได้  แต่ถ้าคุณโทรมาตอนนี้ เราจะให้ลายแทง พร้อมตำบรรยาย ไปในราคาสองร้อยบาทถ้วน แถมเครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องชงกาแฟ เครื่องล้างจาน และอีกหลายรายการ มูลค่าเกือบสามแสนบาท โอย กรูจะบ้า ของราคาสองร้อย ของแถมสามแสน คนขายก็บ้า คนซื้อก็สติไม่ดี พอๆกัน

เข้าเรื่องก่อน เดี๋ยวคนอ่านจะด่าเอา
เขียนให้อ่านฟรีๆแล้วยังบ่น ทีเฟสบุ๊ค มีแค่สระเอตัวเดียว มีคนกดไลค์เป็นล้านๆ โอยๆๆ กรูจะบ้าอีกแล้ว เอาเป็นว่า นี่เป็นเคล็ดวิชา ในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่สามารถลด อุบัติเหตุลงได้อย่างต่อเนื่อง และฐาวรชั่วกาลนานเทิอญ เลยทีเดียว

พักโฆษณาสักครู่ (กรูยังไม่ทันเหนื่อยเลย พักโฆษณาอยู่นั่น)


จบก่อนดีกว่า หมดคาบเรียน เอาไว้คอยติดตามตอนต่อไป รับรอง จบก่อนสร้างโรงงานเสร็จแน่ครับ อาจารย์ หึๆๆๆ



เสียงฮาจากวงเหล้า

  เวลานั่งฟังคนเถียงกันในวงเหล้านี่มันก็ครึกครื้นไปอีกแบบ และจะยิ่งครึกครื้นหนักขึ้นไปอีกถ้าเขาเป็นคอเหล้าที่เมาด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีกา...